Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ความไม่ชอบใจซึ่งเกิดจากโทสะ ทั้งโสมนัสก็เป็นปฏิปักษ์กับโทสะ บางอาจารย์จึงกล่าวว่า
อัปปมัญญาันที่แม้จะเป็นเบื้องแรกของอัปปนาภิกประกอบด้วยโสมนัสเสมอ ฉะนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า อุปกุขาสหคเตสุ ฯเปฯ เกจิ วทนติ (บางอาจารย์อ้างว่ากรุณาและมุฑิตาไม่มี
ในจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา)

มติดังกล่าวของบางอาจารย์นั้นขัดแย้งกับคัมภีร์อรรถกถา บัณฑิตทั้งหลายจึง
ไม่ยอมรับตินั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงเรียกมตินั้นว่า “มติของบางอาจารย์”

[มติข้างต้นนี้เป็นวาทะของพระพุทธทัตตเถระ ปรากฏในคัมภีร์รูปารูปวิภาค ข้อ ๓๒
หน้า ๑๓ ว่า

“ส่วนกรุณาและมุฑิตาย่อมเกิดแยกกัน และเกิดเฉพาะบางคราวแก่จิต ๒๐ ดวงทั้งหมด คือ
รูปาวจรจิต ๑๒ ดวงยกเว้นปัญจมฌานจิต กามาวจรกุศลจิตที่เกิดร่วมกับโสมนัส และกามาวจรกริยา-
จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสมีเหตุ”]

ในบรรดาภาวนาที่เป็นเบื้องแรกของโลภิยฌานและโลกุตตรฌานทั้งหมด ภาวนา
เบื้องแรกของโสมนัสฌานในเวลาใกล้่อัปปนา ย่อมประกอบกับโสมนัส ภาวนาเบื้องแรก
ของอุเบกขาฌานย่อมประกอบด้วยอุเบกขา แต่ในเวลาไกลจากฌาน ภาวนาเบื้องแรก
ของฌานทั้งหมด ย่อมประกอบกับโสมนัสบ้าง อุเบกขาบ้าง มตินั้นจึงควรจัดเป็นมติของ
บางอาจารย์

ในเรื่องนี้ จิตที่เจริญสมถะและวิปัสสนาทั้งหมด พึงประกอบด้วยอุเบกขาเวทนา
โดยมากก่อน ถ้าหากจิตดังกล่าวพึงประกอบด้วยโสมนัสตั้งแต่แรก เมื่อนั้น เหล่าสัตว์ย่อม
เพลิดเพลินในกรรมที่ก่อให้เกิดโสมนัส พวกเขาก็ควรจะละทิ้งการงานอื่นแล้วหมั่น
พากเพียรเจริญภาวนาเป็นแน่ แต่ต่อมาเมื่อเหล่าสัตว์ได้พบเห็นความก้าวหน้าก่อนและ
หลังแห่งการอบรมจิตของตน จึงประกอบด้วยโสมนัส อย่างไรก็ดี จิตที่เจริญสุภกรรมฐาน
มีอารมณ์ปฏิกูล และจิตที่เจริญกรุณามีทุกขิตสัตว์เป็นอารมณ์ ย่อมจะไม่เกิดโสมนัสเวทนา
ก่อนอย่างแน่นอน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka