Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

กรุณาและมุทิตานี้ ย่อมเกิดขึ้นในเวลาทั่วไป ในบรรดาธรรมทั้งสองนั้น ลำดับแรก
มุทิตามีอารมณ์คือสมบัติที่น่าปรารถนา จึงมักเกิดร่วมกับโสมนัส ข้อความดังกล่าวย่อม
เหมาะสม ส่วนกรุณามีอารมณ์คือความวิบัติที่ไม่น่าปรารถนา จึงมักเกิดร่วมกับอุเบกขา

อนึ่งไม่ควรกล่าวว่า กรุณาและมุทิตามีความขวนขวายยิ่งนักเพราะมีเหล่าสัตว์
เป็นอารมณ์ จึงทำให้ตรงกันข้ามกับอุเบกขา หมายความว่า อุเบกขาที่ยังไม่บรรลุอัปปนา
ชื่อว่า เวทนุปกขา (อุเบกขาเวทนา) ย่อมไม่ขวนขวายในการเสวยรสของอารมณ์ [อุเบกขา-
เวทนามีความรู้สึกวางเฉย ไม่ขวนขวายในการเสวยรสของอารมณ์เหมือนสุขเวทนาที่เสวย
รสของอารมณ์ด้วยความชอบใจ หรือทุกขเวทนาที่เสวยรสของอารมณ์ด้วยความไม่ชอบใจ]
แต่ยังมีความขวนขวายในกิจอื่น เพราะเหล่าสัตว์ย่อมลักทรัพย์บ้าง ให้ทานบ้าง กระทำ
กรรมที่เป็นบุญบาปอื่นอันใหญ่หลวงด้วยจิตที่ประกอบกับอุเบกขา จึงควรกล่าวว่ากรุณา
และมุทิตาที่บรรลุอัปปนาย่อมตรงกันข้ามกับอุเบกขา

[กรุณาและมุทิตาที่บรรลุอัปปนา ย่อมมีสภาพตรงกันข้ามกับอุเบกขา ส่วนกรุณาและมุทิตา
ที่ยังไม่บรรลุถึงอัปปนามีสภาพไม่ตรงกันข้ามกับอุเบกขา กรุณาและมุทิตาจึงเกิดได้ในกามาวจรกุศล-
จิตที่ประกอบกับอุเบกขา]

(๔๔) ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ได้ปฏิเสธข้อความที่กล่าวไว้ใน
คัมภีร์วิภาวินีที่ว่า “ในเวลาเจริญกรุณาและมุทิตา การบริกรรมด้วยจิตที่ประกอบกับอุเบกขา
โดยเนื่องกับความเคยชินก่อนอัปปนาวิถี ย่อมมีได้เหมือนคนสาธยายคัมภีร์ที่คล่องแคล่ว
แม้จะใส่ใจในอารมณ์อื่นก็สาธยายได้ และเหมือนบุคคลผู้กำหนดรู้สังขารด้วยวิปัสสนาที่
ชำนาญแล้ว บางคราวก็กำหนดรู้ได้ด้วยจิตที่ปราศจากญาณ ด้วยอานุภาพของความเคยชิน
ดังนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงกล่าวมติที่ว่า ‘กรุณาและมุทิตาย่อมไม่เกิดในกามาวจรจิตที่
ประกอบกับอุเบกขา’ โดยความเป็นมติของบางอาจารย์”

๓๑. อารมณ์มีกสินนิมิตเป็นต้นไม่ลึกซึ้ง แต่ปัญญาย่อมเป็นไปในฌานจิตมีกสิน-
นิมิตเป็นต้นเป็นอารมณ์ ด้วยอานุภาพของการเพียร อานุภาพของจิตที่ตั้งมั่น และ
ความไกลจากกิเลส ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สพเพสุปิ ปญฺจ ฯเปฯ จิตฺเตสุ จ (ในมหคคตจิต
และโลกุตตรจิต ๓๕ ดวงทั้งหมด)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka