ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๓๒. เจตสิก ๓ ดวง คือ วิรตีเจตสิก และเจตสิก ๒ ดวง คือ อัปปมัญญา ๒
พึงประกอบบทว่า โสภณเจตสิกทั้งหลายประกอบในโสภณจิตได้เป็น ๔ นัยตาม
ที่กล่าวแล้วนี้
๓๓. บัดนี้ พระอนุรุทธาจารย์กล่าวถ้อยคำที่ขึ้นต้นว่า อิสสา (อิสสาเจตสิก มัจฉริย-
เจตสิก กุกกุจจเจตสิก วิรตีเจตสิก และกรุณาเจตสิกเป็นต้น ย่อมเกิดแยกกันและเกิดใน
บางคราว) เพื่อแสดงประเภทที่ประกอบร่วมกันเสมอหรือไม่ประกอบร่วมกันในจิตและ
เจตสิกที่ประกอบกับจิตทั้งหมด
คำว่า กรุณาทิ คือ เจตสิกที่มีกรุณาเป็นต้น หมายถึง อัปปมัญญา ๒
คำว่า อิสสามัจฉเรกุกกุจจวิรตีกรุณาทิ คือ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ วิรตี และ
กรุณา เป็นต้น เจตสิกดังกล่าวย่อมเกิดแยกกัน และเกิดเป็นบางคราว
อนึ่ง มานะย่อมเกิดบางคราว
ถีนมิทธะย่อมเกิดในบางคราวเช่นกัน แต่จะเกิดร่วมกันแน่นอนไม่แยกกัน
ทั้งหมดนี้เป็นการประกอบบท
การที่อัปปมัญญาและวิรตีประกอบร่วมกันในบางคราว ได้กล่าวไว้แล้ว และ
จักกล่าวอีกต่อไป
ทั้งพระอนุรุทธาจารย์จักกล่าวการประกอบแห่งอิสสาเป็นต้นต่อไป แต่ข้าพเจ้า
พึงกล่าวการประกอบโดยแยกกันในบางคราวของมานะและถีนมิทธะในที่นี้
ในบรรดาเจตสิกเหล่านั้น มานะแม้จะเกิดในจิตที่ไม่ประกอบด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง แต่ก็
เกิดได้บางคราว คือ ในเวลาที่จิตเป็นไปโดยดำริว่า เราดีเลิศ และย่อมไม่เกิดในกาลอื่น
ถีนมิทธะแม้เกิดในจิตที่ประกอบด้วยสังขาร ๕ ดวง ก็เกิดได้บางคราว คือ ใน
เวลาที่จิตเหล่านั้นเป็นไปด้วยความไม่เหมาะสมในกิริยาเพราะถูกความง่วงครอบงำ และ