Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ไม่เกิดในกาลอื่น

ส่วนถีนมิทธะ ๒ ดวงที่เกิดในกาลนั้น ย่อมเกิดร่วมกันแน่นอน ไม่เกิดแยกกัน

(๘๕) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวการประกอบบทว่า “ถีนมิทธะย่อมเกิดร่วมกับอิสสา

มัจฉริยะ กุกกุจจะ และมานะ เป็นบางคราว บางคราวก็เกิดแยกกันกับเจตสิกเหล่านั้น” การ

ประกอบบทนั้นไม่พึงเชื่อว่าเป็นสาระ เพราะการที่ถีนมิทธะเกิดร่วมกันหรือแยกกันกับเจตสิก

ย่อมสำเร็จด้วยลักษณะทางหน้าที่และอารมณ์ของเจตสิกว่าความตรงกันข้ามหรือไม่

(๘๖) แม้การประกอบบทที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ฎีกาว่า “มานะและถีนมิทธะย่อมเกิด

แยกกันบางคราว เกิดร่วมกันบางคราว” การประกอบบทนั้นก็ไม่งาม ดังได้กล่าวเหตุมาแล้ว

๓๔. คำว่า ยถาวุตุตตานุสาเรน (ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว) มีความหมายว่า ตามนัย

ที่กล่าวแล้วด้วยถ้อยคำที่ขึ้นต้นว่า สตฺต สพฺพตฺถ ยุชชนฺติ (สัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗

ดวงประกอบในจิตทั้งปวง)

คำว่า เสสา (เจตสิกที่เหลือ) คือ เจตสิก ๔๑ ดวงที่เหลือจากอนิยตโยคีเจตสิก

๑๑ ดวง

พึงประกอบบทว่า เจตสิกเหล่านั้นพึงทราบว่าเป็นเจตสิกที่ประกอบกับจิตแน่นอน

ในจิตตุปบาทที่ตนเกิดขึ้น ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว

อธิบายสังคหะ ๓๓

เมื่อพระอนุรุทธอาจารย์ได้แสดงสัมปโยคนัยโดยกำหนดฐานะที่เจตสิกแต่ละดวง

ประกอบ[ในจิตทั้งหมด] ดังนี้แล้ว บัดนี้ จะแสดงสังคหะนัยโดยกำหนด[จำนวนและ

ประเภท]เจตสิกทั้งหมดที่ประกอบร่วมกันได้[ในจิตแต่ละดวง] จึงกล่าบาทคาถาว่า สงฺคหญฺจ

เป็นต้น

พึงประกอบบทว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวสังคหะของเจตสิกเหล่านั้นตามสมควร

๓๕. คาถาที่ขึ้นต้นว่า ฉตฺตีส (สังคหะของเจตสิก มี ๕ นัยตามสมควรที่

ประกอบได้ คือ เจตสิก ๓๖ ดวงประกอบได้ในโลกุตตรจิต เจตสิก ๓๕ ดวงได้ในมหัคคต-

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka