Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อธิบายมหัคคตจิต สังคหะ

๓๘. วิรตีเจตสิกย่อมไม่เกิดในมหัคคตจิต เพราะมีหน้าที่และอารมณ์ต่างกัน

ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิรติตตยาวชฺชิตา (ยกเว้นวิรตีเจตสิก ๓ ดวง) หมายความว่า วิรตี

ทำหน้าที่ชำระกายและวาจาส่วนมหัคคตฌานทำหน้าที่ชำระจิตของผู้มีกิริยาทางกายและวาจา

บริสุทธิ์ดีแล้ว และวิรตีย่อมเกิดปรารภสภาพ[คือเจตนา]งดเว้นหรือนิพพาน ส่วนมหัคคต-

ฌานเกิดปรารภบัญญัติหรือมหัคคตธรรมเท่านั้น

อธิบายกามาวจรโสภณจิต สังคหะ

๔๐. วิรตีและอัปปมัญญาเกิดร่วมกัน ๒ อย่างในจิตดวงเดียวไม่ได้ เพราะมีหน้าที่

และอารมณ์ตรงกันข้ามกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปุปมญฺญาวิรติโย ปเนตุถ ฯเปฯ

โยเชตพฺพา (อนึ่ง พึงประกอบอัปปมัญญาเจตสิก ๒ ดวง และวิรตีเจตสิก ๓ ดวง รวม ๕

ดวงในกามาวจรโสภณจิตนี้เป็นดวงๆ ไปเท่านั้น)

วิรตีย่อมไม่เกิดในอัพยากตจิต [วิบากและกิริยา] ที่เป็นโลกีย์ ซึ่งปราศจากหน้าที่

ในการกำจัดความไม่มีศีล เพราะวิรตีมีหน้าที่กำจัดความไม่มีศีล ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

วิรติวชฺชิตา (ยกเว้นวิรตีเจตสิก) ดังพระพุทธวจนะในพระบาลีว่า

ปญฺจสิกขาปาทา กุสลาเอว.๖๔

“สิกขาบทห้าเป็นกุศลเท่านั้น”

โปรดทราบว่าพระดำรัสนี้หมายถึงสิกขาบทที่เป็นโลกีย์ [เพราะโลกุตตรวิรตีเกิด

ได้ในโลกุตตรวิปากจิต]

อัปปมัญญาย่อมไม่เกิดในมหาวิปากจิต เพราะมีสัตว์บัญญัติเป็นอารมณ์ ส่วน

มหาวิบากมีกามอารมณ์เป็นอารมณ์แน่นอน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อปุปมญฺญาวิรติวชฺชิตา

(ยกเว้นอัปปมัญญาเจตสิกและวิรตีเจตสิก)

ถามว่า : กามกุศลก็มีสัตว์บัญญัติเป็นต้นเป็นอารมณ์ได้ ดังนั้น วิบากของกุศลก็

พึงมีอารมณ์เหมือนกุศลเช่นกันมิใช่หรือ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka