ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า กิจจทวารารมณวมณวตฺถุโต (โดยกิจ ทวาร อารมณ์ และวัตถุ) ก็เช่นเดียวกัน
คำว่า จิตฺตุปปาทวสเนว (ตามประเภทแห่งจิตที่เกิดขึ้นนั้นเอง) พึงสัมพันธ์[บท
ที่ห่างกัน]ว่า จะแสดงตามประเภทแห่งจิตที่เกิดขึ้น
เอว (นั้นเอง) ศัพท์[ใน จิตฺตุปปาทวสเนว = จิตฺตุปปาทวเสน + เอว] ทำหน้าที่
ปฏิเสธเจตสิก
ด้วยถ้อยคำดังนี้ พระอนุรุทธเถระแสดงรูปวิเคราะห์ของปกิณณกสังคหะ ๖ ประเภท
ในปริจเฉทนี้โดยเริ่มจาก เวทนาสังคหะ คือ การประมวลจิตและเจตสิกโดยจำแนกตามเวทนา
เหตุสังคหะ คือ การประมวลจิตและเจตสิกโดยจำแนกตามเหตุ เป็นต้น
[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีแสดงรูปวิเคราะห์ตติยตปุริสสมาสว่า เวทนาเกเทน สุคโห เวทนา-
สุคโห (การประมวลโดยจำแนกตามเวทนา ชื่อว่า เวทนาสังคหะ) ท่านอ้างอิงข้อความในคาถา
ขึ้นต้นนี้ว่า เวทนาเหตุโต กิจจทวารารมณวมณวตฺถุโต สุคโห (การประมวลโดยเวทนา เหตุ กิจ ทวาร
อารมณ์ และวัตถุ)]
(๘๘) ในคัมภีร์วิภาวนีได้ถือเอาเจตสิกธรรมด้วยโดยอ้างคำว่า จิตฺตุปปาท [ที่
แปลว่า จิตและเจตสิก ตามมตินั้น] จึงไม่มีธรรมอื่นที่ควรปฏิเสธ และได้กล่าวว่า “โดย
ไม่ปราศจากจิตและเจตสิกเหล่านั้นในที่ใดๆ” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะไม่มีสังคหะ
ประเภทใด ในปริจเฉทนี้แสดงไว้โดยนัยแห่งเจตสิกว่า “เจตสิกจำนวนนี้ประกอบกับสุข-
เวทนา เจตสิกจำนวนนี้ประกอบกับทุกขเวทนา” เป็นต้น มีแต่สังคหะที่แสดงโดยนัยแห่งจิต
เท่านั้นว่า “จิตที่ประกอบกับสุขเวทนา เป็นกายวิญญาณจิตที่เป็นผลของกุศลกรรมดวงเดียว
เท่านั้น” เป็นต้น อนึ่งเมื่อจิตสำเร็จแล้ว แม้เจตสิกก็สำเร็จได้เช่นกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
จิตฺตุปปาทวสเนว (ตามประเภทแห่งจิตที่เกิดขึ้นนั้นเอง) นี้
[คำว่า จิตฺตุปปาท ตัดบทเป็น จิตฺต + อุปปาท คัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่า อุปปาท เป็น
บทขยายของ จิตฺต จึงแปลว่า “จิตที่เกิดขึ้น” เอว (นั้นเอง) ศัพท์ในคำว่า จิตฺตุปปาทวสเนว ทำ
หน้าที่ปฏิเสธเจตสิก หมายความว่า ท่านจะแสดงการประมวลจิตและเจตสิกเท่านั้น ตามประเภท