ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
แห่งจิตที่เกิดขึ้นโดยเวทนาเป็นต้นตามสมควร เมื่อเข้าใจการประกอบของจิตในเวทนาแล้วก็เป็นอัน
เข้าใจการประกอบของเจตสิกในเวทนาได้ ดังนี้เป็นต้น ส่วนคัมภีร์วิภาวนีเห็นว่า คำว่า อุปปาท
หมายถึง เจตสิก ดังนั้น จิตตุปปาท จึงหมายถึง จิตและเจตสิก ตามมตินี้ เอว ศัพท์ทำหน้าที่ปฏิเสธ
กิริยาคือความไม่ปราศจากจิตและเจตสิก]
๓. คำว่า ตตฺถ คือ สังคหะ ๖ ประเภทนั้น
เวทนาสังคหะ คือ การประมวลจิตและเจตสิกที่ประกอบกับเวทนาเหล่านั้น โดย
จำแนกตามเวทนา
(๘๙) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “เวทนาสังคหะ คือ การประมวลเวทนาด้วยการ
จำแนก มีสุขเวทนาเป็นต้นและจิตเจตสิกที่ประกอบกับเวทนาเหล่านั้น” ในพากย์นั้น จ ศัพท์
แสดงว่าพระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงเอกเสสว่า เวทนาสังคหะ ในความหมายที่รวมถึง
เวทนาสังคหะ (การประมวลเวทนา) และ เวทนาสหคตจิตตุปปาทสังคหะ (การประมวลจิต
เจตสิกที่ประกอบกับเวทนา) ข้อความนั้นไม่งาม เพราะประเภทของเวทนาในที่นี้กล่าวไว้เพื่อ
กำหนดธรรมอันเป็นที่อาศัยของสังคหะนี้ มิใช่เพื่อแสดงการประมวลเวทนาโดยเฉพาะ
[คำว่า เวทนาสงคห คัมภีร์วิภาวนีเห็นว่ามาจากศัพท์สมาสสองบทว่า เวทนาสงคห +
เวทนาสหคตจิตตุปปาทสงคห ทั้งสองศัพท์เข้าสมาสกันแล้วลบให้เหลือศัพท์หนึ่ง โดยลบ เวทนา-
สหคตจิตตุปปาทสงคห เพื่อย่อคำให้สั้นลงด้วยเอกเสสภัย คือ ลบให้เหลือคำเดียว แต่คัมภีร์ปรมัตถ-
ทีปนีเห็นว่าไม่ใช่เอกเสส]
ถามว่า : ในสังยุตตนิกาย* พระพุทธเจ้าตรัสเวทนา ๒ อย่างบ้าง ๓ อย่างบ้าง ๕
อย่างบ้าง ๖ อย่างบ้าง ๑๘ อย่างบ้าง ๓๖ อย่างบ้าง ๑๐๘ อย่างบ้าง เหตุใดพระอนุรุทธา-
จารย์จึงกล่าวว่า ติวิธา เวทนา (เวทนามี ๓ อย่าง)
ตอบว่า : ถูกต้องแล้ว แต่เวทนามี ๓ อย่างด้วยลักษณะของการเสวย[อารมณ์]
หมายความว่า บุคคลที่เสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ย่อมจะเสวยอารมณ์ด้วยความ