ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เวทนา มี ๑๘ อย่างตามประเภทของอุปวิจาร [ความใคร่ครวญอารมณ์ คือ
สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนาแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นทางทวารทั้ง ๖]
เวทนา มี ๓๖ อย่างตามประเภทของโสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และอุเบกขา-
เวทนา โดยแต่ละอย่างมี ๑๒ ประเภทคือ เวทนาที่อาศัยเรือน [ือกิเลส] ๖ เวทนาที่
อาศัยกุศล ๖
เวทนาเหล่านั้นมี ๑๐๘ โดยประเภทของกาล ๓
เวทนาที่ตรัสไว้ในพระสูตรบางสูตรว่า ยํ กิญจิ เวทิตํ สพฺพํ ตํ ทุกฺขสฺมึ (เวทนา
อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ เวทนาทั้งหมดนั้นย่อมนำเข้าในทุกข์) ตรัสไว้โดยความเป็นสังขาร
ทุกข์
พระอนุรุทธาจารย์แสดงการจำแนกจิตด้วยประเภทของอินทรีย์ในจิตก่อน ฉะนั้น
จึงกล่าวว่า สุข ฯลฯ ปญฺจธา โหติ (จำแนกเป็น ๕ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และ อุเบกขาเวทนา) อีก เพื่อประมวลจิตตามประเภทของ
อินทรีย์ในเวทนาสังคหะนี้
สุขเวทนาและทุกขเวทนาชื่อว่า อินทรีย์ เพราะมีความเป็นใหญ่ในสัมปยุตธรรม
เหล่าใด สุขเวทนาและทุกขเวทนานั้นตรัสไว้เป็น ๒ อย่างว่า สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัส-
สินทรีย์และโทมนัสสินทรีย์ เพราะสัมปยุตธรรมเหล่านั้นมี ๒ อย่างโดยจำแนกตามเวทนา
ทางกาย และใจ ส่วนสัมปยุตธรรมอันมีอุเบกขาเวทนาเป็นใหญ่ย่อมเกิดขึ้นในใจ ดังนั้น
อุเบกขาเวทนานั้นจึงกล่าวว่ามีอย่างเดียวคืออุเบกขินทรีย์
สัมปยุตธรรมมี ๒ อย่างโดยปริยาย [คือสัมปยุตธรรมที่เกิดทางกายและใจ]
เพราะปรากฏสัมปยุตธรรมที่อาศัยหมู่ปสาทรูปมีจักษุประสาทเป็นต้น แต่พระพุทธเจ้า
ตรัสเวทนาไว้อย่างเดียว เพราะมีหน้าที่เดียว [คือการเสวยอารมณ์]
ส่วนในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “พระพุทธเจ้าตรัสสุขเวทนาและทุกขเวทนา ๒ อย่าง
ตามประเภทของความชอบใจหรือความไม่ชอบใจอันเกิดทางกายและทางใจ”