ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในบรรดาเวทนาเหล่านั้น สุขเวทนา มีลักษณะเสวยโผฏฐัพพารมณ์ที่น่าปรารถนาโดยสภาพ
ทุกขเวทนา มีลักษณะเสวยโผฏฐัพพารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาโดยสภาพ
เวทนาอื่น [คือโสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา อุเบกขาเวทนา] มีลักษณะเสวยอารมณ์ที่น่าปรารถนา ไม่น่าปรารถนา หรือวางเฉยโดยสภาพหรือด้วยการดำริ
๗. คำว่า เสสานิ (จิตคงเหลือ) คือ จิต ๕๕ ดวง[ที่เหลืออยู่]ทั้งหมด กล่าวคือ กามาวจรจิต ๓๒ ดวงที่เหลือจากจิตที่ประกอบกับสุขเวทนา ทุกขเวทนา โสมนัสเวทนา โทมนัสเวทนา และปัญจมฌานิกจิต ๒๓ ดวง
๘. คำว่า เอกตถ แปลว่า ในจิตดวงเดียว
๙. คำว่า อิตรา (เวทนานอกจากนี้) คือ อุเบกขาเวทนา
๑๐. เหตุสังคหะ คือ การประมวลจิตและเจตสิกที่ประกอบกับเหตุนั้น โดยจำแนกตามเหตุ
(๙๐) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “เหตุสังคหะ คือ การประมวลด้วยการจำแนกเหตุมีโลภเหตุเป็นต้นและธรรมที่ประกอบกับเหตุเหล่านั้น” ข้อความนั้นไม่งาม ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ได้กล่าวเหตุผลมาแล้ว
พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า ที่ชื่อว่าเหตุมี ๖ อย่าง
การยังสัมปยุตธรรมให้ดำรงมั่นในอารมณ์เป็นหน้าที่ของเหตุในเรื่องนี้ หมายความว่า รากไม้เจริญงอกงามภายในแผ่นดิน ดูดซับเอาโอชาธาตุของดินและน้ำแล้วย่อมส่งไปยังต้นไม้จนถึงยอด เมื่อเกิดลมพายุพัดหรือน้ำท่วมใหญ่ รากไม้ก็ยังยึดต้นไม้ไว้ดีดำรงมั่นอยู่ ต้นไม้ย่อมเจริญงอกงามไพบูลย์ตั้งอยู่ได้นาน ฉันใด ธรรมเหล่านี้ก็ถึงความตั้งมั่นในอารมณ์