Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ย่อมก่อให้เกิดสัมปยุตธรรมอันเจริญงอกงามไพบูลย์ดำรงอยู่ได้นาน ฉะนั้น ส่วนอเหตุุกจิตย่อมไม่ดำรงมั่นเป็นอย่างดีในอารมณ์ เหมือนดั่งจอกแหนที่ไม่มีรากบนผิวน้ำ

ฝ่ายอาจารย์ท่านอื่น [พระเรวตเถระ] กล่าวว่า ธมฺมานํ กุสลาทิภาวาสาห์ เหตุุกกิจจำ ๕ (การทำความเป็นกุศลเป็นต้นแห่ง สัมปยุตธรรมให้เกิดขึ้น[ด้วยความเป็นกุศล ฯลฯ] เป็นหน้าที่ของเหตุ)

[อาจารย์บางท่าน]กล่าวแย้งว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ ความเป็นอกุศลและอัพยากฤตของธรรมที่ไม่มีเหตุเกิดร่วมกันก็ไม่พึงมี [คือโมหะไม่ควรเป็นอกุศล และอเหตุุกจิต รูป นิพพาน ก็ไม่ควรเป็นอัพยากฤตเพราะไม่มีเหตุอื่นเกิดร่วม] และการที่รูปซึ่งได้รับเหตุปัจจัยแล้วเป็นกุศลเป็นต้นก็พึงมีได้” แล้วปฏิเสธมตินั้น

ความมืดในโลกไม่ใช่เกิดจากปัจจัยพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ใดปราศจากแสงสว่าง ความมืดนั้นก็เกิดขึ้นตามธรรมดาของตนในที่นั้น ฉันใด ความมืดคือโมหะที่เป็นสภาวะการหลงใน[สัจ]ธรรม ก็ควรเป็นอกุศลตามปกติของสภาวะ ฉันนั้น หมายความว่า สภาวะที่ชื่อว่าความปรารถนา เมื่อประกอบกับสภาวะการหลงแล้วเข้าถึงความผูกพัน ย่อมชื่อว่าอกุศลคือความโลภ แต่เมื่อประกอบกับศรัทธา ย่อมเข้าถึงความเป็นฉันทะในธรรม ได้ชื่อว่าฉันทะที่เป็นกุศล แม้ความไม่ชอบใจก็เหมือนกัน เมื่อประกอบกับสภาวะหลงแล้วเข้าถึงความกระทบกระทั่งอารมณ์ ย่อมชื่อว่าอกุศลคือโทสะ แต่เมื่อประกอบด้วยศรัทธา ย่อมเข้าถึงความยับยั้งจากอกุศลธรรม[มีเมกุณธรรม ๗ เป็นต้น]และอารมณ์ที่เป็นอกุศล [คือกามคุณ ๕] โดยนัยว่า

อุปรฺปนฺน์ กามวิตกุก์ นาธิวาเสติ.๖

“ไม่ปล่อยให้เกิดกามวิตก” เป็นต้น

ส่วนสภาวะหลงย่อมไม่สามารถประกอบกับธรรมอื่นแล้ว ชื่อว่า อกุศล หรือประกอบกับธรรมอีกฝ่ายแล้ว ชื่อว่า กุศล สภาวะหลงเป็นอกุศลตามปกติ เหมือนรสเปรี้ยวปกติโดยปราศจากการผสมกับของอื่นเพื่อให้เปรี้ยว

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka