ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ธรรมใดไม่ใช่กุศลและอกุศล ธรรมนั้นเป็นอัพยากต ข้อนี้จึงเป็นเหตุแห่งการทำ
ให้เกิดความเป็นอัพยากตของธรรมได้ ดังนั้น การที่อเหตุจิต รูป และนิพพานเป็น
อัพยากต จึงเกิดขึ้นตามปกติของตน
ในข้อนั้น โมหะเป็นมูลเหตุของเหตุอื่นอีกด้วย เพราะความกำหนัดยินดีและ
ความประทุษร้ายเป็นผลของความหลง และการที่อโลภเหตุเป็นต้นเป็นกุศลย่อมเกิดขึ้น
พร้อมด้วยอวิชชานุสัย
[หมายความว่า ถ้ามีอวิชชานุสัยคือโมหะ อโลภเหตุเป็นต้นก็เป็นกุศล แต่ถ้าไม่มีอวิชชานุสัย
เหตุดังกล่าวก็เป็นอัพยากต]
โลภเหตุเป็นมูลเหตุพิเศษของจิตที่ประกอบกับความโลภ เพราะทิฏฐิและมานะ
เป็นผลของความกำหนัดยินดี ทั้งศรัทธาก็เป็นผลของความไม่กำหนัดยินดี ดังนี้เป็นต้น
ธรรมดาว่าเหตุทั้งหลายเป็นประธานในสัมปยุตธรรม ดังนั้น การที่วิปากจิตกับ
กิริยาจิตที่ประกอบกับเหตุเป็นอัพยากต พึงกล่าวโดยความมีเหตุเป็นประธานอีกด้วย
[หมายความว่า อเหตุจิต รูป และนิพพานเป็นอัพยากตตามปกติ ส่วนวิปากจิตกับ
กิริยาจิตที่ประกอบกับเหตุก็จัดเป็นอัพยากตตามปกติ หรือเป็นอัพยากตเพราะประกอบกับอโลภเหตุ
เป็นต้น]
(๙๑) ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ขอปฏิเสธข้อความในคัมภีร์วิภาวีนี่ว่า
“ส่วนอาจารย์อื่นกล่าวว่า ‘ความเป็นเหตุ คือ การยังความเป็นกุศลเป็นอาทิของกุศลเป็นต้น
ให้เกิดขึ้น[โดยความเป็นกุศล ฯลฯ]’ หากเป็นตามนี้ ก็ควรจะแสดงสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดความ
เป็นกุศลเป็นต้นขึ้น ถ้าอาจารย์อื่นพึงกล่าวว่า ‘ความเป็นกุศลเป็นต้นของเหตุเหล่านั้น
เนื่องด้วยเหตุอื่นที่ประกอบร่วมกัน’ หากเป็นตามนี้ ความเป็นอกุศลของเหตุอันประกอบกับ
โมหมูลจิต ก็ไม่พึงเนื่อง[ด้วยเหตุ] ถ้าความเป็นอกุศลของโมหมูลจิตพึงมีอยู่ตามปกติ ความ
เป็นกุศลเป็นต้นของเหตุอื่นก็พึงมีตามปกติ ดังนั้น ความเป็นกุศลเป็นต้นของสัมปยุตธรรม