ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ก็ไม่พึงเนื่องด้วยเหตุเช่นกุศลเหตุเป็นต้น และถ้าความเป็นกุศลเป็นต้นเนื่องด้วยเหตุ ลำดับนั้น
ความเป็นอัพยากตธรรมของธรรมที่ไม่มีเหตุ [อเหตุกจิต รูป และนิพพาน] ก็ไม่พึงมีขอพูด
คัดค้านไว้เพียงเท่านี้”
ในบรรดารูปธรรมและนามธรรมซึ่งได้รับฌานปัจจัย (ปัจจัยที่เป็นฌาน) องค์ฌาน
ทั้งหลายย่อมแผ่ไปสู่ภาวะที่เข้าไปเพ่งในนามธรรมเท่านั้น ไม่แผ่ไปในรูปธรรม แต่รูปธรรม
ตรัสไว้ในปัจจยุปปัน (ผล) ของฌาน เพราะเกิดขึ้นจากฌาน ฉันใด เหตุทั้งหลายก็แผ่ไปสู่
ความเป็นกุศลเป็นต้นในนามธรรมเท่านั้น ไม่แผ่ไปในรูปธรรม แต่รูปธรรมตรัสไว้ใน
ปัจจยุปปันของเหตุ เพราะเกิดขึ้นจากเหตุ ฉันนั้น ดังนั้น จึงไม่พึงทักท้วงในการที่รูปธรรม
ถึงความเป็นกุศลเป็นต้น
(๙๒) แม้ข้อความในคัมภีร์วิภาวีนีว่า “ความเป็นกุศลเป็นต้นของกุศลและอกุศล
เนื่องด้วยโยนิโสมนสิการกับอโยนิโสมนสิการ” ข้อความนั้นพึงใคร่ครวญ หมายความว่า
ครั้นแสงอาทิตย์ปรากฏแล้ว หงส์เป็นต้นซึ่งมีกำลังในกลางวันย่อมได้โอกาส เมื่อความมืด
ในราตรีมาถึง นกฮูกเป็นต้นซึ่งมีกำลังในยามราตรีย่อมได้โอกาส ทั้งแสงสว่างกับความมืด
ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความพิเศษมีสีเป็นต้นของสัตว์เหล่านั้น แต่กำเนิดของสัตว์ทำให้เกิดความ
พิเศษนั้น พึงทราบว่าโยนิโสมนสิการเหมือนแสงสว่าง อโยนิโสมนสิการเหมือนความมืด
กุศลกับอกุศลเหมือนสัตว์เหล่านั้น ความเป็นกุศลเป็นต้นเหมือนความพิเศษมีสีเป็นต้น
เหตุทั้งหลายเหมือนกำเนิด
ข้อความทั้งหมด[ในคัมภีร์วิภาวีนีที่ขึ้นต้นว่า อพยากตาน์ ปน (ความเป็นอัพยา-
กต ของอัพยากตธรรม เนื่องด้วยกระแสจิตอันไม่มีอนุสัย เนื่องด้วยกรรม และเนื่องด้วย
ความไม่มีวิบาก) ย่อมนับเข้าในฝ่ายที่กล่าวว่า ธรรมใดไม่ใช่กุศลและอกุศล ธรรมนั้นเป็น
อัพยากต [ข้าพเจ้าได้พิจารณาข้อนี้ไว้แล้ว]
๑๑. คำว่า ตตฺถ คือ ในเหตุสังคหะ
๑๒. พระอนุรุทธอาจารย์ยกขึ้นแสดงอเหตุกจิตที่ควรเว้นในที่นี้ก่อน เพื่อความ