ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สะดวกในการกำหนดสเหตุุกจิต ฉะนั้น จึงกล่าวว่า เสสานิ ปน ฯเปฯ สเหตุุกกาเนว (จิตที่เหลือทั้งหมด ๗๑ ดวงเป็นสเหตุุกจิต)
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อเหตุุกะของจิตย่อมเกิดขึ้นโดยเฉพาะเนื่องกับเหตุ การประมวลอเหตุุกจิตจึงไม่ตรงกันข้ามในที่นี้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อเหตุุกฏฺฐานรสก (อเหตุุกจิตมี ๑๘ ดวง จิตที่มีเหตุเดียวมี ๒ ดวง) เป็นต้น
๑๖. เหตุมี ๖ อย่างโดยจำแนกตามสภาพ และมี ๙ อย่างโดยจำแนกตามประเภทที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากตฤด ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า โลโภ โทโส จ (เหตุอันเป็นอกุศลมี ๓ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ และ โมหเหตุ เช่นเดียวกันนี้ เหตุอันเป็นกุศลและอัพยากตฤดมี ๓ อย่างคือ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และ อโมหเหตุ)
๑๘. กิจสังคหะ คือ การประมวลเจตสิกที่มีกิจเหล่านั้น โดยจำแนกตามกิจ ๑๔
(๙๓) ในคัมภีร์วิภาวุนีกล่าวว่า “กิจสังคหะ คือ การประมวลด้วยการจำแนกกิจมีปฏิสนธิกิจเป็นต้นและกำหนดจิตที่มีกิจเหล่านั้น” ข้อความนั้นไม่งาม
อุปปัตติภพหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเพราะกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อกรรมหมดสิ้นลงโดยหน้าที่ของตน หรือเพราะได้รับการเบียดเบียน ภพย่อมดับไป โอกาสของอีกกรรมหนึ่งย่อมมี ดังนั้น การเกิดขึ้นใหม่ของสัตว์ผู้เคลื่อนจากภพที่เกิดแล้วด้วยอำนาจของการสืบต่อภพอื่นเป็นต้น ด้วยกรรมหนึ่งซึ่งได้รับโอกาส โดยไม่หยุดตั้งอยู่แม้เพียงชั่วขณะในระหว่าง ชื่อว่า ปฏิสนธิกิจ
ภวังกิจ คือ ความเป็นไปโดยความเป็นส่วนประกอบของปัจจัยในการทำให้กระแสจิตในอุปปัตติภพที่เกิดขึ้นเหมือนอย่างนั้นเป็นไปได้ไม่ขาดสายจนกระทั่งกรรมหมดสิ้นไป ความจริงเมื่อความเป็นไปแห่งภวังกิจมีอยู่อย่างนั้น ความต่อเนื่องแห่งอายุ และไออุ่น