ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คำว่า จกฺขุเมว จกฺขุทฺวาร์ แสดงรูปวิเคราะห์อวธารณบุรพบท กรรมธารยสมาสว่า
จกฺขุเมว ทฺวาร์ จกฺขุทฺวาร์ = ทวารคือจักขุประสาทนั่นแหละ ชื่อว่าจักขุถวาร
นอกจากนี้ยังได้ปฏิเสธรูปวิเคราะห์ฉัฏฐีตัปปุริสสมาสว่า จกฺขุสฺส ทฺวาร์ จกฺขุทฺวาร์ =
ทวารแห่งจักขุประสาท ชื่อว่า จักขุทวาร]
๓๗-๔. คำว่า ตถา โสตาทโย โสตทวาราทีนิ (เช่นเดียวกันนี้ โสตประสาทเป็นต้น
ก็ชื่อว่า โสตทวาร เป็นต้น) แสดงความหมายว่า โสตประสาทนั่นแหละ ชื่อว่า โสตทวาร...
จิตนั่นแหละ ชื่อว่า มโนทวาร ส่วนประตูแห่งจิต ไม่ชื่อว่า มโนทวาร
พระอนุรุทธอาจารย์เมื่อจะแสดงจิตที่ท่านระบุถึงในที่นี้ เนื่องจากจิตมีหลายประเภท
จึงกล่าวว่า มโนทวารํ ปน ภวุงคนฺติ ปวุจฺจติ (ส่วนภวังคจิตได้ชื่อว่า มโนทวาร)
(๑๐๒) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “มโนทวาร คือ เหตุเกิดของจิตมีอาวัชชนจิต
เป็นต้น” ข้อความนั้นไม่งาม ข้าพเจ้า[พระภีกาจารย์]ได้กล่าวเหตุไว้แล้ว [ในคำว่า มโน-
ทวาราวชุชน ในจิตตสังคหะ]
แม้จิต ๘๙ ดวงทั้งหมดชื่อว่า มโนทวาร แต่ในปริจเฉทนี้หมายเอาทวารซึ่งนับเนื่อง
ในอุปปัตติภพเท่านั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ภวุงคนฺติ ปวุจฺจติ (ส่วนภวังคจิตได้ชื่อว่า
มโนทวาร) หมายความว่า ภวังคจิต ๑๙ ดวงเท่านั้นที่เป็นไปต่อเนื่องตลอดชีพเหมือน
กระแสน้ำตั้งแต่ปฏิสนธิกาล ชื่อว่า มโนทวาร ในที่นี้
(๑๐๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ภวังค์ คือ ภวังคุปัจเฉทจิตกับอาวัชชนจิต” โดย
มุ่งหมายว่า “ชื่อว่าประตูหมู่บ้าน เป็นประตูติดกับหมู่บ้าน ฉันใด ทวารก็ควรเป็นภวังคุปัจเฉท
ติดกับอาวัชชนจิต เพราะเป็นเหตุ[เปิดไปสู่การเกิดของวิถีจิตมีอาวัชชนจิตเป็นต้น ฉันนั้น”
ข้อความนั้นไม่พึงเชื่อถือ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ จักขุประสาทเป็นต้นไม่มีรูปารมณ์เป็นต้น
มาปรากฏ ก็ไม่ใช่เหตุเกิดของวิถีจิตมีอาวัชชนจิตเป็นต้น ดังนั้น จักขุประสาทเป็นต้นไม่
พึงชื่อว่า ทวาร และจะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้ เพราะการที่จักขุประสาทเป็นต้นเป็นทวารรูปมี
กล่าวไว้ในพระบาลี ทั้งพระอนุรุทธอาจารย์ก็จักกล่าวในคัมภีร์นี้ว่า “แม้รูป ๗ อย่างกล่าวคือ
ปสาทรูป และวิญญัตติรูป ชื่อว่า ทวารรูป”