Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

(๑๐๔) แม้สารอกที่นำมาแสดงไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “ส่วนภวังค์พร้อมด้วยอาวัชชนจิต
ชื่อว่า มโนทวาร” ก็ไม่สมควรในที่นี้ เพราะข้อความนั้นแสดงอาวัชชนจิตโดยกระทำให้
นับเนื่องในฝ่ายมโนทวารอีกด้วย

สารถดังกล่าวย่อมสมควรดังที่ตรัสไว้ในพระบาลีว่า

จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูป เ จ อุปปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ. โสตญฺจ ฯเปฯ มนญฺจ ปฏิจฺจ
ธมฺเม จ อุปปชฺชติ มโนวิญฺญาณํ.๑๓

“จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยจักขุประสาทและรูปารมณ์ โสตวิญญาณย่อม
เกิดขึ้นโดยอาศัยโสตประสาทและสัททารมณ์...มโนวิญญาณย่อมเกิดขึ้นโดยอาศัยจิตและ
ธัมมารมณ์”

ความโดยพิสดารมีว่า ในบรรดาปัจจัย ๔ ของการเกิดจักขุวิญญาณ จักขุประสาท
และรูปารมณ์ตรัสไว้แล้วโดยตรงในพระบาลีนั้น ปัจจัยอื่นอีก ๒ ปัจจัยคืออาวัชชนจิตและ
สัมปยุตตขันธ์ จึงถูกรวบรวมด้วย จ ศัพท์[ที่แปลว่า “และ”] แม้โสตวิญญาณเป็นต้น ก็
เช่นเดียวกัน ส่วนใน มโนวิญญาณ อาวัชชนจิตพร้อมด้วยภวังคถือว่ามีในบทที่ว่า มนญฺจ
แล้วรวบรวม สัมปยุตตขันธ์ด้วย จ ศัพท์ หากเป็นตามนี้ ปัจจัยทั้ง ๔ ก็มีครบ ดังสารอก
ในอรรถกถาตุวิภังค์ว่า

ปฏิิจจาติ นาม อาคตฏฐาเน อาวชฺชนํ วิสุ น กาตพฺพํ. ภภงฺคุนิสสิตกเมว
กาตพฺพุนติ. ตสฺมา อิธ มโนติ สหาวชฺชนกํ ภภงฺคํ. มโนวิญญาณุนติ ชวนมโนวิญญาณํ.๑๔

“ในฐานะที่ปรากฏเป็น ปฏิจฺจ (อาศัย) ไม่พึงแยกอาวัชชนจิตไว้ แต่พึงกระทำให้
เป็นจิตที่อาศัยภวังคจิต ด้วยเหตุนั้น คำว่า มน (จิต) ในที่นี้ จึงหมายถึงภวังคจิตที่เป็นไป
ร่วมกับอาวัชชนจิต ส่วนคำว่า มโนวิญญาณ (มโนวิญญาณ) คือ มโนวิญญาณที่เป็นชวน
จิต”

ในพากย์นี้ คำว่า “ในฐานะที่ปรากฏเป็น ปฏิจฺจ (อาศัย)” แสดงความหมายว่า
“ส่วนอาวัชชนจิตในฐานะอื่น ไม่พึงกระทำให้นับเนื่องในฝ่ายทวาร” และเพราะการตรัส

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka