Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

(๑๐๘) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ชื่อว่า อารมณ์ เพราะเป็นที่ยึดหน่วงของจิตและ
เจตสิก เหมือนไม้เท้าเป็นต้นซึ่งเป็นที่จับยึดของบุรุษไร้กำลัง อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อารมณ์
เพราะเป็นที่มารื่นรมย์ของจิตและเจตสิก” ข้อความนั้นไม่งามเพราะบทเหล่านี้สำเร็จรูปต่างกัน

[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่า คำว่า อารมณ แปลว่า “ที่มารื่นรมย์ของจิตและเจตสิก” สำเร็จ
รูปมาจาก อา บทหน้า + รมุ ธาตุ = รื่นรมย์ + ยุ ปัจจัย ส่วนคำว่า อาลมพณ เป็นคำไวพจน์ของ
อารมุมณ แปลว่า “ที่ยึดหน่วงของจิตและเจตสิก” สำเร็จรูปมาจาก อา บทหน้า + ลพิ ธาตุ =
ยึดหน่วง + ยุ ปัจจัย ดังนั้นจึงกล่าวแย้งมติของคัมภีร์วิภาวนีข้างต้น

อย่างไรก็ดี อรรถกถาปัญจปกรณ์ หน้า ๓๙๖ แสดงความหมายของ อารมุมณ ไว้ว่า

ยถา หิ ทุพฺพโล ปุริโส ทณฺฑ์ วา รชฺช์ วา อาลมฺพิตฺวา อุฏฺฐหติ เจว ติฏฺฐติ จ, เอวํ
จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา รูปาทิอารมฺมณ์ อารพฺภว อุปปชฺชนฺติ เจว ติฏฺฐนฺติ จ.

“เปรียบเสมือนบุรุษผู้ไร้กำลังจำต้องยึดไม้เท้าหรือเหนี่ยวเชือกแล้วลุกขึ้นยืน ฉันใด
จิตและเจตสิกก็ปรารภอารมณ์มีรูปเป็นต้นแล้วจึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่ ฉันนั้น”

ข้อความนี้แสดงว่า อารมุมณ ศัพท์ไม่ใช่มาจาก อา บทหน้า + รมุ ธาตุ = รื่นรมย์ + ยุ
ปัจจัย และแปลว่า “ที่มารื่นรมย์ของจิตและเจตสิก” แต่มาจาก อา บทหน้า + ลพิ ธาตุ + ยุ ปัจจัย
เหมือน อาลมพณ แปลง ลมพ เป็น รมพ ด้วยนิรุตตินัย จึงควรแปลว่า “ที่ยึดหน่วงของจิตและเจตสิก”
คือจิตและเจตสิกต้องรับรู้อารมณ์เสมอเหมือนไม้เท้าซึ่งเป็นที่ยึดหน่วงของคนไร้กำลัง]

๔๙. คำว่า รูปเมว (รูปนั่นแหละ) คือ สีนั่นแหละ

๕๐. สภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งพ้นจากอารมณ์ ๕ ปรากฏอยู่หรือไม่ก็ตาม
มีจริงหรือไม่มีก็ตาม จัดเป็นธัมมารมณ์ มี ๖ ประเภทเมื่อประมวลตามสภาวะที่เหมือนกัน
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธมฺมารมฺมณ์ ปน ฯลฯ ฉรา สงคุยหติ (ส่วนธัมมารมณ์มีประมวล
ไว้ ๖ อย่าง โดยประเภทแห่งปสาทรูป [๕] สุขุมรูป [๑๖] จิต เจตสิก นิพพาน และ บัญญัติ)

๕๑. คำว่า ตตฺถ คือ อารมณ์ ๖ อย่างมีรูปารมณ์เป็นต้นนั้น

จิตที่เป็นไปในจักขุทวารซึ่งเกิดคล้อยตามรูปอันกระทบที่จักขุทวาร ย่อมจะยึดหน่วง
อารมณ์อื่นไม่ได้ ทั้งจะยึดเหนี่ยวรูปารมณ์ซึ่งเป็นอดีตหรืออนาคตโดยไม่มีการกระทบ[ระหว่าง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka