Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อารมณ์กับทวาร]ก็ไม่ได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จกฺขุทฺวาริกจิตตานํ สพฺเพสปิ รูปเมว
อารมฺมณํ. ตญฺจ ปจุจปปนฺนํ (รูปเท่านั้นเป็นอารมณ์ของจิตที่เป็นไปในจักขุทวารทั้งหมด และ
รูปนั้นเป็นปัจจุบัน) แม้จิตที่เป็นไปในโสตทวารเป็นต้นก็มีนัยเดียวกัน

ในประโยคนั้น ปัจจุบัน คือ อารมณ์ที่เกิดโดยอาศัยเหตุนั้นๆ หมายความว่า กำลัง
เป็นไปอยู่

คำว่า ฉพฺพิธปิ (แม้มี ๖ อย่าง) คือ แม้มี ๖ อย่างโดยจำแนกตามรูปารมณ์เป็นต้น
อดีต คือ อารมณ์ที่ล่วงผ่านไปแล้ว
อาดตตะ คือ อารมณ์ที่มาปรากฏอยู่ หมายถึง ปัจจุบันอารมณ์
อีกนัยหนึ่ง อาตตะ คือ อารมณ์ที่ปรากฏไปแล้ว หมายถึง อดีตอารมณ์

[คำว่า อาตต มีความหมาย ๒ อย่าง คือ
- อารมณ์ที่มาปรากฏอยู่ = อาคจุตตีติ อาตต์ (ลง ต ปัจจัยในปัจจุบันกาล)
- อารมณ์ที่ปรากฏไปแล้ว = อาคจฺฉิยตฺถาติ อาตต์ (ลง ต ปัจจัยในอดีตกาล)]

อนาคต คือ อารมณ์ซึ่งไม่ใช่ที่มาปรากฏอยู่หรือปรากฏไปแล้ว
สังขตธรรมซึ่งมีสภาวะคือมีการเกิดขึ้น ย่อมเป็นไปในกาลทั้ง ๓ ดังนั้น นิพพาน
และบัญญัติซึ่งเป็นอสังขตธรรมที่ปราศจากการเกิดขึ้น จึงชื่อว่า พ้นจากกาล

(๑๐๙) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “นิพพานและบัญญัติ ชื่อว่า พ้นจากกาล เพราะ
ไม่พึงกล่าวว่าเป็นอดีตกาลเป็นต้น เนื่องจากไม่มีความพินาศ” ข้อความนั้นพึงใคร่ครวญ
เพราะสังขตธรรมทั้งหมดมีความเป็นอนาคตเป็นเบื้องหน้า เมื่อใดสังขตธรรมมีปัจจัย
พร้อมเพรียงแล้วตั้งอยู่ในฝ่ายที่จะกล่าวได้ว่าจักอุบัติขึ้น เมื่อนั้นก็ชื่อว่า อนาคต เมื่อใดมี
ความพร้อมเพรียงของปัจจัยแล้วเกิดขึ้นอยู่ เมื่อนั้นชื่อว่า ปัจจุบัน เมื่อใดดับลง เมื่อนั้น
ชื่อว่า อดีต การประกอบด้วยกาล ๓ กาลซึ่งมีการเกิดเป็นเหตุมย่อมมีได้ในสังขตธรรมอัน
มีสภาพอุบัติขึ้น แต่ธรรมที่ไม่มีการเกิดย่อมไม่มีระยะกาลที่เป็นอนาคต ระยะกาลที่เป็น
ปัจจุบันและอดีตย่อมต้องไม่มีแน่นอน ดังนั้น การที่นิพพานและบัญญัติพ้นจากกาลสามกาล
จึงมีได้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka