ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พ้นจากกาลคือไม่ใช่ปัจจุบัน อดีต และอนาคต]
ท่านกล่าวว่า กมุม-กมุมนิมิตต-คตินิมิตตสมุตต๋ (ที่เรียกว่ากรรม กรรมนิมิต และ
คตินิมิต) เพื่อแสดงว่า อารมณ์ของจิตที่พ้นแล้วจากทวารเหล่านี้ ไม่เหมือนกับอารมณ์ ของ
จิตที่เป็นไปในทวาร ๖ ทวารและมีชื่อเรียกประกอบอันสำเร็จมาจากกรรมบ้าง พ้นจากชื่อ
เรียกนั้นบ้าง[ชื่อว่ากรรม กรรมนิมิต และคตินิมิต]
(๑๑๑) หากในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “กมุม-กมุมนิมิตต-คตินิมิตตสมุตต์” เป็นคำ
กล่าวเพื่อแสดงว่า อารมณ์ของจิตที่พ้นจากทวารเหล่านั้น ไม่ได้พ้นจากชื่อเรียกที่สำเร็จ
มาจากกรรมโดยความเป็นกรรมและกรรมนิมิตเป็นต้น เหมือนกับอารมณ์ของชวนจิตที่เป็น
ไปในเวลาใกล้เสียชีวิต” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะแม้ในเวลาก่อนใกล้จะเสียชีวิต เหล่าสัตว์
ก็รับอารมณ์ือกรรมที่ตนกระทำมาก่อน หรืออุปกรณ์ในการประกอบกรรมเช่นพระเจดีย์
เป็นต้นได้ ขณะนั้น กรรมก็ยังเป็นกรรม และอุปกรณ์ในการประกอบกรรมก็เป็นกรรมนิมิต
เพราะมีสภาพเป็นเหตุให้กรรมสำเร็จ จึงชื่อว่า กรรมนิมิต
อาจารย์บางท่านกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า “กรรมนิมิต คือ อารมณ์ของกรรม”
[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่า นิมิตต ในคำว่า กมุมนิมิตต (เหตุของกรรม) แปลว่า “เหตุ”
แต่อาจารย์บางท่านว่า นิมิตต แปลว่า “อารมณ์” ตามมติของคัมภีร์นี้ คำว่า กมุมนิมิตต แปลว่า “เหตุ
ของกรรม” ตามมติอื่นแปลว่า “อารมณ์ของกรรม”]
เหล่าสัตว์ยังรับคตินิมิตเป็นอารมณ์ได้อีกด้วยการฝันเห็นเป็นต้นเช่นเดียวกับ
พระเจ้าอชาตศัตรูซึ่งเป็นพระราชาผู้ได้ปลงพระชนมชีพพระราชบิดาในภพต่างกัน ๒ ภพ
และหลังจากที่ปลงพระชนมชีพแล้ว คตินิมิตได้ปรากฏขึ้นในเมื่อพระองค์บรรทมอยู่
ในประโยคนั้น คำว่า ยถาสมุภว์ มีความหมายว่า ตามสมควรแก่อารมณ์ที่เกิดขึ้น
โดยจำแนกตามอารมณ์ที่ถูกปฏิสนธิจิตเป็นต้นนั้นรับรู้ทางทวาร ๖ ทวารเป็นต้น ส่วนการ
จำแนกตามสมควรแก่อารมณ์ที่เกิดขึ้น จักปรากฏในเวลาเกิดมรณจิตต่อไป[ในปริจเฉทที่ ๕
ชื่อว่า วิถีมุตตสังคหวิภาค]