ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อนาคตนั้นพึงมาปรากฏด้วยแรงกรรมหรือไม่”
๕๔. คำว่า เตสุ (ในบรรดาจิตเหล่านั้น) คือ ในบรรดาจิตที่มีอารมณ์ดังที่กล่าวมาแล้ว
พึงกระทำสมาสว่า คำว่า รุปาทิเอกการัมมณ: คือ มีอารมณ์เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น รูปารมณ์ เป็นต้น
พึงกระทำรูปวิเคราะห์ว่า คำว่า รุปาทิปัญจารัมมณ: คือ มีอารมณ์ ๕ อย่างมีรูปารมณ์เป็นต้น
๕๖. คำว่า เสสานิ (จิตที่เหลือ) คือ สันตีรณจิตและมหาวิปากจิตอื่นนอกจากปัญจวิญญาณจิต และ สัมปฏิจฉันจิต ๒ ดวง
คำว่า สพฺพถาปิ กามาวจราลมพฺพณาเนว แปลได้ว่า มีอารมณ์เป็นกามาวจรเท่านั้นโดยประการทั้งปวง คือ เป็นไปในอารมณ์ต่างๆ มีรูปเป็นต้น ด้วยหน้าที่ต่างๆ มีปฎิสนธิกิจเป็นต้น โดยแท้จริงแล้ว จิตเหล่านั้นแม้เกิดขึ้นแก่พระสัพพัญญูก็ไม่อาจรับรู้อารมณ์บัญญัติที่ไม่มีจริง มหัคตธรรมอันสุขุม และโลกุตตรธรรมอันลึกซึ้งเพราะปราศจากความสามารถในการรับรู้
ในบรรดาจิตเหล่านั้น ลำดับแรก สันตีรณจิต ๓ ดวงย่อมเป็นไปในอารมณ์ ๕ อย่างมีรูปเป็นต้น โดยประเภทแห่งสันตีรณกิจ ส่วนวิปากจิต ๑๑ ดวงทั้งหมด ย่อมเป็นไปในปริตตารมณ์ ๖ อย่างโดยประเภทแห่งตทารัมมณกิจเป็นต้น
(๑๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ลำดับแรก วิปากจิตย่อมเป็นไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้น โดยประเภทแห่งสันตีรณกิจเป็นต้น” ในพากย์นั้น พระสุมังคลาจารย์ไม่ควรกล่าวว่า “โดยประเภทแห่งสันตีรณกิจเป็นต้น” แต่ควรกล่าวว่า “โดยประเภทแห่งสันตีรณกิจ”
การจำแนกความเป็นไปของจิตในอารมณ์ที่พึงกล่าวในที่นี้ พึงถือเอาจากอรรถกถากัณฑ์
[คัมภีร์อัฏฐสาลินี (หน้า ๔๗) แสดงเกี่ยวกับความเป็นไปของจิต ๒๕ ดวงในอารมณ์ที่เป็นกามาวจร ดังนี้