ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในประโยคนั้น จิตเหล่านั้นมีอารมณ์เป็นมหัคคตะเมื่อเกิดแก่ผู้ที่เคยบรรลุสมาบัติ
เท่านั้น
ในบรรดาจิตเหล่านั้น โทสมูลจิต ๒ ดวง มีอารมณ์เป็นมหัคคตะเมื่อเกิดขึ้นโดย
ปรารภฌานที่เสื่อมแล้ว
๘๘. แม้ปัญญาก็ไม่อาจยึดหน่วงโลกุตตรธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นอารมณ์ ฉะนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า ฌานสมปยุตฺตํ ฯเปฯ วชฺชิตสพฺพารมฺณานิ (จิตเหล่านี้คือ กามาวจรกุศลจิต
ที่ประกอบด้วยญาณ และ อภิญญากุศลจิตที่เรียกว่าปัญจมฌานจิต มีอารมณ์ได้ทุกอย่าง
ยกเว้นอรหัตตมรรคและอรหัตตผล)
ในประโยคนั้น กามาวจรกุศลจิตที่ประกอบด้วยญาณ มีอารมณ์เป็นกามาวจร
พร้อมกับบัญญัติเมื่อเกิดแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้บรรลุฌาน จิตเหล่านั้นมีอารมณ์เป็นนิพพานเมื่อ
เกิดแก่ปุถุชนในขณะเกิดโคตรภูญาณก่อนโสดาปัตติมรรค จิตเหล่านั้นและอภิญญากุศลจิต
มีอารมณ์เป็นมหัคคตะบ้างเมื่อเกิดแก่ฌานลาภีบุคคล ทั้งมีอารมณ์เป็นมรรค ผล และ
นิพพานที่ตนบรรลุแล้วบ้างเมื่อเกิดแก่ผู้ที่ดำรงอยู่ในอริยผลขั้นต่ำ
พระอริยะทั้งหลายย่อมยึดหน่วงมรรคผลที่ตนบรรลุแล้วเป็นอารมณ์ได้ ฉันใด
ฌานลาภีบุคคลก็ยึดหน่วงฌานที่ตนบรรลุแล้วเป็นอารมณ์ได้ ฉันนั้น บัณฑิตพึงทราบเช่นนี้
ถามว่า : บุคคลผู้ปรารถนาฌานและกระทำการบริกรรม[ภาวนาในใจ]ให้เข้าถึง
ฌาน ทั้งผู้อธิบายพระสูตรที่ตรัสถึงฌาน พวกเขายังไม่บรรลุฌาน จะยึดหน่วงมหัคคตฌาน
เป็นอารมณ์ได้หรือไม่
ตอบว่า : หาได้ไม่ เพราะว่าพวกเขาได้สดับว่าฌานมีอานุภาพมากอย่างนี้ มี
อานิสงส์มากอย่างนี้ หรือดำรงอยู่ในญาณที่กำหนดลักษณะซึ่งสำเร็จด้วยกำลังแห่งการ
สดับศึกษาแล้ว ย่อมปรารถนาฌานด้วยการอนุมานรู้บ้าง ย่อมกระทำการบริกรรมบ้าง ย่อม
อธิบายพระสูตรบ้าง เช่นนั้นแล้วแม้ปุถุชนก็ปรารถนาโลกุตตรธรรมได้ กระทำการบริกรรม
มรรคบ้าง กล่าวอธิบายคำที่กล่าวถึงมรรคผลนิพพานบ้าง มรรคผลนิพพานก็ควรเป็น
อารมณ์ของปุถุชนได้เหมือนกัน ความจริงจิตของพวกเขาย่อมเข้าถึงสภาพบัญญัติของฌาน