ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เป็นต้นเท่านั้น บัญญัติของธรรมอันประณีตก็มีสภาพประณีตเช่นกัน ดังสารกในอรรถกถา
อังคุตตรนิกาย นวกนิบาท ว่า
มหิทธิโก หิ ปรจิตตวิทู มาโร เทวปุตโตปิ รูปชฌานจิตตํ วฏฏนิสสิตเมว ปสสติ.
วิวฏฏนิสสิตํ น ปสสติ. อรูปชฌานจิตตํ ปน วฏฏนิสสิตมปิ น ปสสติ.๒๐
“แม้เทพบุตรคือมารผู้หยั่งรู้จิตของผู้อื่น มีฤทธิ์มาก ย่อมเห็นรูปฌานจิตที่อาศัย
วัฏฏะเท่านั้น ไม่เห็นรูปฌานจิตที่ไม่อาศัยวัฏฏะ แต่อรูปฌานจิตแม้อาศัยวัฏฏะ มารก็เห็น
ไม่ได้”
๕๙. กามกิริยาชวนจิตที่ประกอบด้วยญาณ และอภิญญากิริยาชวนจิตที่เกิดแก่ผู้
รู้แจ้งอรหัตตมรรคอรหัตตผล ย่อมรับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ในธรรมอันเป็นไปในภูมิ
๔ พร้อมด้วยบัญญัติ ตามสมควรแก่บุคคล ทั้งมโนทวาราวชวนจิตที่ดำเนินไปก่อนจิต
เหล่านั้น ก็เช่นเดียวกัน [คือมีอารมณ์ได้ทั้งหมด] ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ญาณสมปยุตฺต
ฯเปฯ สพฺพถปิ สพฺพารมฺมณานิ (จิตเหล่านี้ คือ กามาวจรกิริยาจิตที่ประกอบด้วยญาณ
อภิญญากิริยาจิต และ โวฏฐัพพนจิต มีอารมณ์ทั้งปวง โดยประการทั้งปวง)
ในประโยคนั้น คำว่า สพฺพถปิ มีความหมายว่า โดยประการทั้งปวง อันมีอารมณ์
ที่เป็นกามาวจรทั้งหมด มหัคคตอารมณ์ทั้งหมด โลกุตตรอารมณ์ทั้งหมด บัญญัติอารมณ์
ทั้งหมด และปัจจุบันอารมณ์ทั้งหมด เป็นต้น
คำนี้หมายถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่พระสัพพัญญู ส่วนอารมณ์นอกจากนี้แม้เกิดขึ้น
แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เป็นอารมณ์ทั้งหมดเพียงบางส่วนเท่านั้น ความจริงพระปัจเจก-
พุทธเจ้า ไม่อาจรับรู้อารมณ์เหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิงแม้จะเป็นเพียงปฐวีธาตุ
๖๐. ในบรรดารูปาวจรจิต อรูปาวจรจิตดวงที่ ๒ และดวงที่ ๔ มีอารมณ์เป็น
มหัคคตะ เพราะมีอารมณ์คือปฐมารูปปวิญญาณ และตติยารูปปวิญญาณ
๖๑. คำว่า เสสานิ (มหัคคตจิตที่เหลือ) คือ มหัคคตจิต ๒๑ ดวงทั้งหมดที่เหลือ
จากอภิญญาจิต ๒ ดวง และอรูปาวจรจิตที่ ๒ และที่ ๔ มีอารมณ์เป็นบัญญัติมี
กสิณอารมณ์เป็นต้น