Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ซึ่งเกิดจากกรรมอันเนื่องด้วยกามตัณหาจึงมีอินทรีย์บริบูรณ์

๖๖. วัตถุ ๓ มีฆานประสาทเป็นต้น ย่อมไม่เกิดขึ้นเพื่อความหมดจด[จากกิเลส] เหมือนจักษุทวารและโสตทวารซึ่งเป็นธรรมที่ก่อให้เกิดการเห็นและการสดับอันประเสริฐ นำไปสู่ความหมดจดของเหล่าสัตว์ด้วยการเห็นพระพุทธเจ้าและสดับพระธรรมเทศนา เป็นต้น ส่วนวัตถุ ๓ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นเพื่อบริโภคกามอย่างเดียว จึงไม่เกิดในอัตภาพ ของพรหมผู้เกิดจากการเจริญภาวนาที่คลายกำหนัดในกาม ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รูปโลเก ปน ฌานทิตตํ นตถิ (แต่วัตถุ ๓ มีฆานประสาทเป็นต้นไม่มีในรูปภูมิ)

คำนี้หมายถึงปสาทรูป ๓ ส่วนสัณฐานจมูก ลิ้น และกายอันเป็นไปพร้อมด้วยที่ ตั้ง [มหาภูตรูป] ย่อมครบถ้วนสมส่วนโดยแท้

๖๗. คำว่า รูปโลเก ปน สพฺพนิบิ น สวิชชุนติ แปลว่า ส่วนในรูปภูมิ ไม่มีวัตถุทั้งปวง [การกล่าวเช่นนี้]เพราะไม่มีความเป็นไปแห่งรูปใดๆ ในหมู่นามธรรมทั้ง ภายในและภายนอกในรูปภูมิที่เกิดจากการเจริญภาวนาอันคลายกำหนัดในรูป ความจริง เหล่าสัตว์ผู้บังเกิดในรูปภูมิมีเพียงลำดับจิตดำรงอยู่ในอากาศล้วนๆ เท่านั้น

๖๘. นอกจากนี้ ท่านกล่าวว่า ตตฺถ ปญฺจวิญญาณธาตุโย (ในบรรดาวัตถุเหล่านั้น วิญญาณธาตุ ๕ ย่อมเป็นไปโดยอาศัยปสาทวัตถุทั้ง ๕ แน่นอนตามลำดับ) เป็นต้น เพื่อประมวลจิตในสังคหะนี้โดยจำแนกตามวิญญาณธาตุ ๗

คำว่า ตตฺถ คือ ในบรรดาวัตถุ ๖ เหล่านั้น

พึงกระทำรูปวิเคราะห์ว่า ปญฺจวิญญาณธาตุ หมายถึง ธาตุคือปัญจวิญญาณ เพราะมีสภาพไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่ชีวะ

แม้บทอื่นก็เหมือนกัน

๖๙. มโนธาตุ คือ ธาตุเพียงแต่รู้ เพราะไม่มีหน้าที่รู้พิเศษ โดยแท้จริงแล้ว หน้าที่ใคร่ครวญและรับรู้[อารมณ์]ทางปัญจทวารเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่รู้พิเศษ แต่ปัญจวิญญาณมีหน้าที่รู้พิเศษมากกว่ามโนธาตุเล็กน้อยด้วยการเห็นอย่างประจักษ์เป็นต้น ส่วนจิตที่เหลือ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka