ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
จากปัญจวิญญาณและมโนธาตุ ๓ มีสันตีรณจิตเป็นต้น ไม่ได้มีหน้าที่แค่เพียงรับรู้เหมือนมโนธาตุ และไม่ได้เพียงแต่รู้พิเศษเหมือนปัญจวิญญาณธาตุ แต่ชื่อว่า มโนวิญญาณธาตุ เพราะเป็นธาตุรู้อันพิเศษยิ่ง โดยมีรูปวิเคราะห์ว่า จิตชื่อว่า มนะ เพราะมีสภาพรู้ และจิตนั้นชื่อว่า วิญญาณ เพราะมีสภาพรู้อันพิเศษ เนื่องจากประกอบด้วยหน้าที่รู้อันพิเศษยิ่งด้วยความใคร่ครวญสภาวะของอารมณ์เป็นต้น
ความจริงอรรถอันยิ่ง[กว่าปกติ]ของบทที่เป็นคำไวพจน์กัน ย่อมเป็นที่รู้ได้ในวิเสสสมาสเหมือนคำว่า ปทฏฐาน (มูลเหตุ, เหตุใกล้)
[คำว่า มน และ วิญญาณ เป็นคำไวพจน์กันที่แปลว่า “ใจ” เมื่อนำมาเชื่อมสมาสเป็นกรรมธรยสมาส (วิเสสสมาส) ว่า มโน จ ต์ วิญญาณจาติ มโนวิญญาณ ก็ทำให้มีอรรถอันยิ่งกว่าปกติ ซึ่งในที่นี้ก็คือ “รู้พิเศษยิ่ง” เหมือนคำว่า ปท กับ ฐาน ที่เป็นคำไวพจน์กันแปลว่า “เหตุ” แต่เมื่อมาเชื่อมสมาสกันเป็นรูปว่า ปทฏฐาน ก็มีอรรถว่า “เหตุยิ่ง, มูลเหตุ, เหตุใกล้” คัมภีร์อนุทีปนียังแสดงอุทาหรณ์อื่นๆ ว่า
ทุกขทุกข = ทุกข์ยิ่ง
รูปรูป = รูปที่เปลี่ยนแปลงยิ่ง, รูปที่เปลี่ยนแปลงชัดเจน
ราชราช = พระราชาผู้ยิ่งใหญ่, พระจักรพรรดิราช
เทวเทว = เทพผู้ยิ่งใหญ่, อดิเทพ]
(๑๑๕) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “มโนวิญญาณ คือ ใจนั่นแหละที่เป็นวิญญาณ อีกนัยหนึ่ง มโนวิญญาณ คือ วิญญาณแห่งใจ” ในพากย์นั้น คำว่า “ใจนั่นแหละที่เป็นวิญญาณ” นี้ ย่อมไม่สมควรก่อน เพราะรูปวิเคราะห์อวธารณะ[ที่มีความหมายว่า นั่นแหละ] ในวิเสสสมาสเป็นต้นว่า ปทฏฐาน อันกระทำพิเศษซึ่งกันและกันและแสดงอรรถอันยิ่ง ไม่ปรากฏและไม่สมควรในคัมภีร์ใด
(๑๑๖) แม้คำว่า “วิญญาณแห่งใจ” นี้ ก็ไม่สมควร โดยแท้จริงแล้ว คำว่า มนโส (ใจ) มีความหมายว่า ใจ ที่เรียกว่ามโนธาตุ ๓ ในเรื่องนั้น สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวงเป็นปัจจัยของกระแสโนวิญญาณมีสันตีรณจิตเป็นต้น ส่วนปัญจทวาราวัชชนจิต เมื่อเป็นไปในทวารอื่นภายหลัง ย่อมเป็นปัจจัยุปบัน (ผล) ของกระแสโนวิญญาณ ดังนั้น คำว่า