ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
มโนวิญญาณ จึงมีความหมายว่า วิญญาณอันเกี่ยวข้องกับจิตที่เป็นปัจจัยก่อน และเป็น
ปัจยุบปันทางทวารอื่นเป็นที่สุด
ใหนัยหนึ่ง มนะ คือ วิญญาณทั้งหมดยกเว้นปัญจวิญญาณ เพราะมีหน้าที่รู้
ส่วนปัญจวิญญาณจิตเป็นเพียงจิตที่เป็นไปกับอารมณ์เฉพาะหน้า ไม่มีหน้าที่รู้ จึงชื่อว่า
ทัสสนะ (การเห็น) เป็นต้น ในขณะที่ปัญจทวาราวิวัชนจิตแม้เกิดจากจิต ก็ไม่เป็นปัจจัยแก่จิต
แต่เป็นปัจจัยแก่การเห็นเป็นต้นเท่านั้น ทั้งสัมปฏิจฉันจิต ๒ ดวงแม้เป็นปัจจัยแก่จิต ก็
มิได้เกิดจากจิต แต่เกิดจากการเห็นเป็นต้น ส่วนสันตีรณจิตเป็นต้นย่อมเกิดขึ้นระหว่างจิต
สองดวงคือกดวงที่เกิดก่อนและเกิดหลังสันตีรณจิต ดังนั้นจึงมีความหมายว่า “วิญญาณที่
เกี่ยวข้องกับจิตอันเป็นปัจจัยและปัจยุบปันของตน” หากเป็นตามนี้ แม้ปัญจวิญญาณก็เป็น
วิญญาณที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยและปัจยุบปันของจิต เพราะเป็นไปในระหว่างมโนธาตุทั้งสอง
ก็ควรกล่าวว่าเป็นมโนวิญญาณได้
(๑๑๗) ในคัมภีร์ฎีกากล่าวว่า “วิญญาณที่เกิดจากใจ” แม้คำนั้นก็ไม่สมควรตาม
นัยที่กล่าวมาแล้ว
๗๐. พึงประกอบบทว่า จิต ๓๐ ดวงที่เหลือเรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ โดยประเภท
แห่งสันตีรณจิต [๓] มหาวิปากจิต [๘] ปฏิฆจิต ๒ ปฐมมรรคจิต หสลจิต และ
รูปาวจรจิต ๑๕ ย่อมเป็นไปโดยอาศัยหทัยวัตถุเท่านั้น
จ ศัพท์[ในคำว่า มโนวิญญาณธาตุสงขตา จ] ย่อมยกขึ้นแสดงว่าจิต ๗๖ ดวง
ที่เหลือเป็นมโนวิญญาณธาตุ ในที่นี้
(๑๑๘) ในคัมภีร์วิภาวนีหมายเอาอรรถสัมปัณทนะ (รวบรวม) แล้วกล่าวว่า
“มโนธาตุอย่างเดียวเท่านั้นมิได้เป็นไปโดยอาศัยหทัยวัตถุ” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะ
หากเป็นตามนี้ พระอนุรุทธอาจารย์ควรกล่าวว่า “อวเสสา จ มโนวิญญาณธาตุสงขตา”
(และจิต ๓๐ ดวงที่เหลือเรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ)
[จ ศัพท์ในคำว่า มโนวิญญาณธาตุสงขตา จ คัมภีร์นี้เห็นว่าทำหน้าที่สัมภาวนา คือ ยกขึ้น