ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คัมภีร์ปริจเฉทเนทุเสขระ ข้อ ๑๑๓ และอลังการฎีกาใหม่ อธิบายคาถา ๑๘๗ แสดงถึงกฎทั่วไปว่า สุตานุมิเตสุ สุตสมุพนุโส พลวา (ในข้อความที่สดับแล้วและที่อนุมานรู้ การเกี่ยวข้องกับข้อความที่สดับมาแล้ว มีกำลังกว่า) ดังนั้นจึงอนุมานข้อความว่า “เกิดในจิต” ได้ตามหลักภาษา]
ด้วยเหตุนั้น จิตและสภาวะเกิดในจิต จึงชื่อว่า จิตตุปบาท ความหมายก็คือ จิตและเจตสิก, [การประมวลจิตและเจตสิกเหล่านั้น
คำว่า อิจเจว์ (ดังนี้) คือ โดยประการที่กล่าวไว้ตั้งแต่ปริจเฉทแรก
คำว่า สงคหมุตฺตร์ (การประมวลอันดีงาม) นี้ เป็นคำแสดงประเภทเดียวกัน
[พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวเป็นรูปเอกพจน์ว่า สงคหํ ใน สงคหมุตฺตร์ = สงคหํ + อุตฺตร์ แม้ว่าการประมวลมี ๓ ปริจเฉท จึงควรใช้เป็นรูปพหูพจน์ว่า สงคเห แต่ท่านกล่าวเป็นรูปเอกพจน์ว่า สงคหํ โดยชาตยาเปกขนัย คือ การกล่าวถึงประเภทเดียวกัน]
พึงสัมพันธ์[บทที่สลับกัน]ว่า แสดงการประมวล ๓ อย่างอันดีงาม
คำว่า ภูมิปุคฺคลเภทเน (พร้อมด้วยประเภทของภูมิและบุคคล) ลงตติยาวิภัตติในอรรถของคำว่า สห (พร้อมด้วย) หมายความว่า พร้อมด้วยประเภทของภูมิือกามาวจรภูมิเป็นต้น และบุคคลคือผู้มีเหตุ ๒ เป็นต้น
คำว่า ปุพพาปรนิยามิตํ (ซึ่งกำหนดไว้ตามลำดับจิตก่อนหลัง) มีความหมายว่า ซึ่งกำหนดไว้ตามลำดับจิตก่อนคืออาวัชชนจิตเป็นต้นและลำดับจิตหลังคือจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น
แม้คำว่า ปวตฺติสงคหํ นาม (ปริจเฉทชื่อว่า ปวตฺติสงคหะ) ก็เป็นคำแสดงประเภทเดียวกัน หมายความว่า ปริจเฉทชื่อว่าปวตฺติสงคหะทั้งสองอย่างที่มีนามสัญญาเช่นนี้
[แม้ควรกล่าวเป็นรูปพหูพจน์โดยหมายถึงปวตฺติสงคหะทั้งสองปริจเฉทว่า ปวตฺติสงคหเค ท่านก็กล่าวเป็นรูปเอกพจน์ว่า ปวตฺติสงคหํ โดยชาตยาเปกขนัยเหมือนคำว่า สงคหํ]
คำว่า ปฏิสนฺธิปวตฺติย์ แปลว่า ในปฏิสนธิกาลและปวตฺติกาล คำนี้เป็นจนนวิปลาสส หมายความว่า ในขณะปฏิสนธิและในขณะปวตฺติ [ถัดจากปฏิสนธิไปจนถึงจุติ] ความหมาย