ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ก็คือ จักกล่าวการประมวลความเป็นไป ๒ อย่าง คือประมวลความเป็นไปในปฏิสนธิกาล
และประมวลความเป็นไปในปวัตติกาล
[วจนวิปัลลาส คือการเปลี่ยนพจน์ หมายความว่า เมื่อควรกล่าวเป็นรูปพหูพจน์ว่า ปฏิ-
สนฺธิปวตฺตีสุ ได้กล่าวเป็นรูปเอกพจน์ว่า ปฏิสนฺธิปวตฺติยํ เพื่อให้ต้องคณะลักษณม์]
ข้อความนี้จักปรากฏในคาถาแรกของปริจเฉทต่อมา [คือ ในคาถาแรกของวิถี-
มุตตสังคหะว่า ข้าพเจ้าได้แสดงปริจเฉทชื่อว่าการประมวลความเป็นไปในปวัตติกาล โดย
จำแนกเป็นวิถีจิตดังนี้แล้ว บัดนี้ จะกล่าวการประมวลความเป็นไปในปฏิสนธิกาล]
บางคนอ้างว่า “คำว่า ปฏิสนฺธิปวตฺติยํ ลงสัตตมีวิภัตติในอรรถนิธารณะ [คือ
กลุ่มที่มีการกระจายส่วนย่อยออก ตามมตินี้แปลว่า ในบรรดาปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล]
หากเป็นตามนั้น การประมวลในปริจเฉทถัดไปก็พึงชื่อว่า การประมวลในปฏิสนธิกาล ไม่
ชื่อว่า การประมวลในปวัตติกาล และข้อความนี้ก็ไม่สอดคล้องกับถ้อยคำในคาถาแรกของ
วิถีมุตตสังคหะถัดไปว่า “บัดนี้ จะกล่าวการประมวลความเป็นไปในปฏิสนธิกาล”
(๑๒๐) ในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายกล่าวว่า “ดีงามโดยจำแนกการประมวลเวทนา
เป็นต้น” ข้อความนั้นพึงใคร่ครวญ เพราะหากเป็นตามนั้น พระอนุรุทธอาจารย์ก็ควรหมาย
เอาปกิณณกสังคหะอย่างเดียวในที่นี้ด้วย สงคห ศัพท์ แต่คาถาเชื่อมความนี้ดำเนินไปอยู่
ระหว่างสังคหะที่แสดงประเภท ๓ ปริจเฉท [จิตตสังคหะ เจตสิกสังคหะ และปกิณณกสังคหะ]
และ ๒ ปริจเฉท [วิถิมุตตสังคหะและรูปสังคหะ] ดังนั้น จึงควรถือเอาการประมวลประเภท
ทั้ง ๓ อย่าง[ที่กล่าวมา]ก่อนด้วย สงคห ศัพท์ในคาถานี้
๒. การประมวลความเป็นไปดังกล่าว เมื่อกล่าวร่วมกับวัตถุ ทวาร และอารมณ์
ก็พึงเป็นอันกล่าวดี ดังนั้น ท่านจึงประมวลหมวด ๖ ทั้งสามนั้นไว้ในปริจเฉทนี้อีก
(๑๒๑) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “การประมวลวัตถุ ทวาร และอารมณ์ แม้กล่าวไว้
แล้วในปริจเฉทก่อน[ปกิณณกสังคหะ]ก็กล่าวซ้ำอีกเพื่อแสดงการประมวลความเป็นไปโดย
กระทำให้บริบูรณ์” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะการประมวลวัตถุ ทวาร และอารมณ์ทั้งหมด
ไม่มีแสดงไว้ในที่นี้