ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระอนุรุทธาจารย์จักกล่าวว่า เอกจิตตุกขบาทตีตานิ วา (อารมณ์ ๕ อย่างที่ล่วง
ขณะจิต ๑ ขณะก็ดี ที่ล่วงขณะจิตหลายขณะก็ดี เมื่อถึงฐิติขณะ ย่อมมาปรากฏในปัญจทวาร)
เป็นต้น
คำว่า วิภูตสุส (วิภูตารมณ์) คือ อารมณ์ที่ปรากฏชัด
คำว่า อวิภูตสุส (อวิภูตารมณ์) คือ อารมณ์ที่ไม่ปรากฏชัด
๘. เมื่อพระอนุรุทธาจารย์แสดงหมวด ๖ ทั้ง ๖ อย่างนี้โดยสภาวะดังนี้แล้ว บัดนี้
จะอธิบายกระแสวิถีจิตร่วมกันกับหมวด ๖ ทั้งหมดนั้น จึงถามว่า กถ์ (ความเป็นไปของวิถี
จิตเป็นอย่างไร) แล้วกล่าวคำว่า อุปปาทภูติ (ขณะทั้ง ๓ ตามประเภทแห่งอุปปาทขณะ
ฐิติขณะ และภังคขณะ ชื่อว่า ขณะจิตดวงหนึ่งๆ) เป็นต้น เพื่อแสดงการกำหนดระยะกาล
ของรูปธรรมกับนามธรรมก่อน
ในประโยคนั้น คำว่า กถ์ (เป็นอย่างไร) มีความหมายว่า ความเป็นไปของวิถีจิต
เป็นอย่างไร
(๑๒๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “พระอนุรุทธาจารย์ถามว่า การกำหนดอารมณ์
โดยจำแนกตามอติมหันตารมณ์เป็นต้นมีได้อย่างไรด้วยคำว่า กถ์ แล้วปรารภคำว่า อุป-
ปาทภูติ เป็นต้น เพื่อแสดงการกำหนดอารมณ์โดยเนื่องกับขณะจิต” ข้อความนั้นไม่สมควร
เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น หมวด ๖ ทั้ง ๕ หมวดในตอนแรกก็ไม่พึงได้โอกาส[ที่จะนำมากล่าว
ถึง] และไม่อาจรู้ได้ว่าคำว่า อุปปาทภูติ ฯเปฯ รูปธมฺมานมาเย (ขณะทั้ง ๓ โดยจำแนก
เป็นอุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะ ชื่อว่า ขณะแห่งจิตดวงหนึ่งๆ) ท่านกล่าวไว้เพื่อ
กำหนดอารมณ์เท่านั้น
คำว่า อุปปาทะ คือ ความเกิด หมายความว่า การได้รับสภาวะ
คำว่า ฐิติ คือ ความดำรงอยู่ หมายความว่า การไม่ถอยกลับแห่งสภาวะตามที่
ได้รับแล้ว