Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

คำว่า ภังคะ คือ ความดับ หมายความว่า การเสื่อมหายไปแห่งสภาวะนั้น

คำว่า เอกจิตตุกขณ์ นาม แปลว่า ชื่อว่าขณะของจิตดวงหนึ่ง

พึงทราบว่าขณะนั้นเป็นส่วนเสี้ยวแห่งแสนโกฏิขณะเป็นอันมากในช่วงระยะดีดนิ้วหรือลืมตา ดังสารกในคัมภีร์อรรถกถาว่า

อจฉราสงฆาฏกุขเณ อเนกโกฏิสตสหัสสงขา เวทนา อุปปชฺชนฺติ.๒

“เวทนาที่มีจำนวนแสนโกฏิขณะเป็นอันมากย่อมเกิดขึ้นในขณะลัดนิ้วมือ[ครั้งหนึ่ง]”

ในเรื่องนี้ ตามมติของอาจารย์อานันทเถระ[ในคัมภีร์มูลฎีกา]พึงกล่าวว่า “ขณะทั้ง ๒ โดยจำแนกเป็นอุปปาทขณะ (ขณะเกิด) และภังคขณะ (ขณะดับ) ชื่อว่า ขณะของจิตดวงหนึ่ง” ธรรมดาว่าสายฟ้าในโลกย่อมดับไปถัดจากเวลาเกิดขึ้น ชื่อว่าฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่) ระหว่างการเกิดกับการดับของสายฟ้าย่อมไม่ปรากฏโดยเฉพาะ ฉันใด ก้อนหินถูกขว้างตรงขึ้นไป เมื่อลอยขึ้นแล้วก็ตกลง ที่ชื่อว่าฐิติขณะระหว่างการลอยขึ้นกับการตกลงย่อมไม่ปรากฏโดยเฉพาะ ฉันใด แม้จิตก็ดับไปต่อจากเวลาเกิดขึ้น ฉันนั้น โดยแท้จริงแล้ว แม้จิตนั้นก็เป็นไปในส่วนดับต่อจากส่วนเกิดทันที ส่วนแห่งฐิติขณะหนึ่งของจิตนั้นที่พอจะนับได้ย่อมไม่ปรากฏโดยเฉพาะในระหว่างส่วนทั้ง ๒ นั้นเหมือนรูปธรรม ดังนั้น ความเกิดและความดับของจิตจึงกล่าวไว้ในที่นั้นๆ ในคัมภีร์ยมกทั้งหลาย ส่วนในจิตตยมกได้ตรัสระบุถึงภังคขณะ (ขณะดับ) และอุปปาทขณะ (ขณะเกิด) ทั้งสองขณะของจิตไว้ว่า

อุปปนฺนํ อุปปชฺชมานนฺติ. ภงกุกขเณ อุปปนฺนํ, โน จ อุปปชฺชมานํ, อุปปาทกฺขเณ อุปปนฺนญฺเจว อุปปชฺชมานญฺจ.๓

“ถามว่า : จิตชื่อว่าเกิดแล้ว เกิดอยู่หรือ ตอบว่า : จิตชื่อว่าเกิดแล้วในภังคขณะ มิใช่เกิดอยู่ แต่ในอุปปาทขณะ จิตชื่อว่าเกิดแล้วและเกิดอยู่”

และในคัมภีร์กถาวัตถุ ก็กล่าวถึงส่วนอุปปาทะและภังคะของจิต ๒ ส่วน ไม่กล่าวถึงส่วนฐิติ ด้วยคำเป็นต้นว่า

“[สภวาที่บุคคลถามว่า] จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ตลอดวันหรือ [ปรวาที่บุคคลตอบว่า] ใช่

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka