ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
และมีพระพุทธดำรัสในคัมภีร์วิภังค์ว่า
เกสา โลมา นขา ทนฺตา.๗
“ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง” เป็นต้น
จึงควรเว้นการกล่าวถึงพระสูตรทั้งหลาย เทศนาที่ดำเนินไปในฐานะเช่นนี้โดย
ประเภทแห่งบัญญัติย่อมหมายความถึงสังขตธรรมเท่านั้น ดังนั้น จิตจึงไม่มีขณะหนึ่งแห่ง
ฐิติขณะเหมือนขณะหนึ่งๆ แห่งอุปปาทขณะและภังคขณะทีละขณะซึ่งจิตมีอยู่
ทั้งหมดนี้เป็นมัติของอาจารย์อานันทเถระ และมตินี้พบในอรรถกถาสังยุตตนิกาย
ส่วนท่านผู้รจนาอรรถกถาประมวลความได้ปฏิเสมตินั้น ดังสาธกในคัมภีร์นั้นว่า
อุปเร ปน วทนฺติ อรูปธมฺมานํ ชราชธโณ นาม น สกฺกา ปญฺญเปตุ์. สมฺมา-
สมฺพุทฺโธ จ เวทนาย อุปปาโท ปญฺญยติ, วโย ปญฺญยติ, จิตาย อญฺญถตฺต์ ปญฺญยตีติ
วทนฺโต อรูปธมฺมานมฺปิ ตีนิ ลกฺขณานิ ปญฺญเปติ. ตานิ อตฺถิกขณํ อุปทาย ลพฺภนฺตีติ
วตฺวา
| อตฺถิตา สพฺพธมฺมานํ | จิติ นาม ปวุจฺจติ |
| ตสฺเสว เภโท มรณ์ | สพฺพททา สพฺพปาณินํ. |
อิมาย อาจารย์คาถาย ตมตฺถ์ สาเธนฺติ. อก วา สนฺตติวเสน รานํ จิตฺตีติ เวทิตพฺพุนฺติ
จ วทนฺติ. อิมสฺมึ ปน สุตฺเต อยํ วิเสโส นตฺถิ. ตสฺมา อาจารย์คาถาย สุตฺต์ อปปุภิพาเหตุวา
สุตฺตเมว ปมาณํ กาตพฺพํ.๔
“อาจารย์ท่านอื่นกล่าวว่า ‘ขึ้นชื่อว่าขณะเสื่อมไปแห่งนามธรรมไม่อาจจะกำหนด
หมายได้ แต่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ‘การเกิดขึ้นของเวทนาปรากฏ การเสื่อมไปปรากฏ
และการแปรปรวนของสภาวะอันตั้งอยู่ปรากฏ’ แล้วตรัสถึงลักษณะ ๓ อย่างของนามธรรม
ลักษณะ เหล่านั้นมีได้โดยอาศัยขณะที่ปรากฏอยู่’
[พระดำรัสว่า การเกิดขึ้นของเวทนา และ การแปรปรวนของสภาวะอันตั้งอยู่ปรากฏ
ตรัสหมายถึงขณะที่ปรากฏอยู่ซึ่งเป็นทั้งอุปปาทขณะและฐิติขณะ ไม่แยกกันเป็นอุปปาทขณะอย่างหนึ่ง
และฐิติขณะอย่างหนึ่ง]