ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วได้ยืนยันข้อความนั้นด้วยคาถา[อ้างอิง]ของโบราณาจารย์นี้ว่า
“การปรากฏของสภาวะทั้งหมด เรียกว่าการตั้งอยู่ การพินาศไปของการตั้งอยู่นั้น
เรียกว่า ความตายของสรรพสัตว์ในกาลทุกเมื่อ”
“อีกนัยหนึ่ง พึงทราบการตั้งอยู่ด้วยอำนาจของสันติบัญญัติ”
[มติที่สองเป็นความเห็นของอาจารย์อีกพวกหนึ่งที่เห็นว่าพระพุทธองค์ตรัสถึงการแปรปรวน
ด้วยสันติบัญญัติไว้ในพระสูตรนั้น]
เนื่องจากในพระสูตร[ข้างต้น]ไม่มีพระดำรัสตรัสระบุไว้ ดังนั้น จึงควรถือเอา
พระสูตรเป็นหลักโดยไม่ปฏิเสธพระสูตรด้วยความเห็นของอาจารย์”
ในเรื่องนั้น คำว่า “ขณะเสื่อมไป” คือ ฐิติขณะที่เป็นระยะกาลเสื่อมไปโดยเฉพาะ
ระหว่างอุปปาทขณะกับภังคขณะ
พระดำรัสว่า “การแปรปรวน” คือ การเสื่อมไป
คำว่า “ขณะที่ปรากฏอยู่” คือ ขณะทั้งสอง [ขณะเกิดขึ้นและขณะตั้งอยู่]
มติ[ของคัมภีร์มูลฎีกาและอาจารย์ท่านอื่นที่พบในอรรถกถาสังยุต]นี้ แม้ถูกคัดค้าน
ไว้ก็สอดคล้องกับพระบาลีกถาวัตถุ
อีกนัยหนึ่ง การหยุดตกของก้อนหินที่ถูกขว้างขึ้นไป ย่อมมี ฉันใด การหยุดแห่ง
การอุบัติที่เรียกว่าการเกิดขึ้นของจิตอันเป็นที่สิ้นสุดของการเกิด พึงกล่าวว่าเป็นสภาพของ
ฐิติขณะในที่นี้ เพราะเมื่อการเกิดไม่หยุดอยู่ การดับก็มีไม่ได้ แต่ฐิติขณะนั้นไม่ใช่ขณะหนึ่ง
ที่ถึงการนับโดยเฉพาะ ดังนั้น ในพระอภิธรรมจึงตรัสสขณะจิต ๒ ขณะเท่านั้น แต่การเสื่อม
ที่มีลักษณะแก่ลงไปอันอาศัยส่วนทั้ง ๒ ในระหว่างนอกจากส่วนแรกของฝ่ายเกิดและส่วน
สุดท้ายของฝ่ายดับ ย่อมเกิดขึ้นแก่นามธรรม ตรัสไว้ในคัมภีร์ธาตุกถาว่า
ชรา ทุวีหิ ขนเรหิ สงคหิตา.ั
“ชรานับได้ด้วยขันธ์ ๒”๙ [คือรูปขันธ์ และสังขารขันธ์]