ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๑๑๔) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “แม้ระยะกาลที่มุ่งหน้าสู่การดับ
แตกต่างจากระยะกาลที่เกิดขึ้นและการดับ ก็พึงปรารถนา ระยะกาลนั้นชื่อว่า ฐิติขณะ”
ข้อความนั้นไม่สอดคล้องกับพระบาลีกถาวัตถุ เพราะพระ[โมคคัลลีบุตรติสส]เถระได้ปฏิเสธ
ระยะกาลที่ ๓ อันต่างจากระยะกาลเกิดและดับไว้ในพระบาลีนั้นโดยพิจารณาว่า “วันครึ่งวัน
เป็นขณะเกิดหรือ วันครึ่งวันเป็นขณะดับหรือ วันแรกเป็นขณะเกิดหรือ วันที่ ๒ เป็นขณะ
ดับหรือ”
(๑๑๕) ข้อความ[ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้]นั้นได้ปฏิเสธข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์
วิภาวินีว่า “ส่วนในพระบาลี พระพุทธองค์ไม่ตรัสฐิติขณะนั้นด้วยการแสดงนัย[ทำให้
อนุมานรู้ได้] โดยคล้อยตามอัธยศัยของเวไนยชน เพราะอภิธรรมเทศนาย่อมเป็นไป
คล้อยตามอัธยศัยของเวไนยชนในบางคราว เช่น การเกิดของรูปกล่าวแยกกันเป็นสองอย่าง
คือ อุปจยะ (การเกิดขึ้นของรูป) และ สันตติ (การดำเนินไปของรูป)” ความจริงการแสดง
จำแนกธรรมที่ควรจำแนก พึงกล่าวว่าตรัสไว้โดยคล้อยตามเวไนยชนบ้าง คล้อยตามธรรม
บ้าง แต่ไม่ควรกกล่าวว่าเมื่อความปรากฏมีอยู่ การไม่แสดงธรรมที่ควรกล่าวจำแนกในพระ
อภิธรรม ย่อมเป็นไปโดยคล้อยตามเวไนยชน
(๑๑๖) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า
ตีณิมานิ ภิกขเว สงขตสฺส สงขตลุกขณานิ. กตมานิ ตีณิ. อุปปาโท ปญฺญายติ,
วโย ปญฺญายติ, จิตฺตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ. ๑๐
“อุปปาทขณะเป็นต้นตรัสไว้ในพระสูตร เพื่อแสดงลักษณะของสังขตธรรมอย่างนี้
ว่า ‘ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลักษณะแปรปรวนของสังขตธรรมมี ๓ อย่างเหล่านี้ ๓ อย่าง
เป็นไฉน คือ การเกิดขึ้นปรากฏ การเสื่อมไปปรากฏ และการแปรปรวนของสภาวะอัน
ตั้งอยู่ปรากฏ’
ดังนั้น พระพุทธองค์จึงไม่ได้ตรัสถึงการตั้งอยู่แห่งธรรมที่สืบเนื่องกันซึ่งมีสภาพ
เป็นบัญญัติไม่มีปัจจัยปรุงแต่งไว้ในพระสูตรนั้น”