ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ข้อความนั้นไม่พึงเชื่อถือ เพราะพบการแสดงสังขตธรรมในพระอภิธรรมโดยมีบัญญัติเป็นหลักตามนัยที่กล่าวมาแล้ว
(๑๒๗) แม้ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “บทอุปสรรคคือ ป ใน ปญฺญตฺติ เป็นไปในอรรถของธาตุ คำว่า ปญฺญตฺติ นี้จึงมีอรรถว่า “รู้” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะพระสูตรเป็นคำสอนตามสมควร[แก่เวไนยชน] ดังนั้น ในพระสูตรนั้นจึงหมายเอาความปรากฏชัดแก่เวไนยชน
ในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระดำรัสว่า อุปปาโท ปญฺญตฺติ (การเกิดขึ้นปรากฏ) วโย ปญฺญตฺติ (การเสื่อมไปปรากฏ) จิตฺตสฺส อญฺญตฺตํ ปญฺญตฺติ (การแปรปรวนของสภาวะอันตั้งอยู่ปรากฏ) คำว่า ปญฺญตฺติ ตามมติของคัมภีร์นี้ มีอรรถว่า “ปรากฏ” เพราะทอุปสรรคคือ ป มีอรรถว่า “ปรากฏ” จัดเป็นธาตุวัตถภารภะ คือ เบียดเบียนอรรถของธาตุ จึงทำให้บทกริยาว่า ปญฺญตฺติ มีอรรถเช่นนี้ได้ ส่วนตามมติของคัมภีร์วิภาวนี คำว่า ปญฺญตฺติ แปลว่า “รู้” เพราะถือว่าทอุปสรรคคือ ป มีอรรถเหมือน ฌา ธาตุที่แปลว่า “รู้” จัดเป็นธาตุวัตถานุวัตตนะ คือ คล้อยตามอรรถของธาตุ]
๙. นามธรรมเปลี่ยนแปลงเร็วเพราะมีสภาพอันปราศจากรูป ส่วนรูปธรรมเปลี่ยนแปลงช้าเพราะมีสภาพที่มีรูปโดยแท้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตานิ ปน ฯเปฯ รูปธมฺมานมาเยู (อนึ่ง ขณะจิต ๑๗ ขณะเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นอายุของรูปธรรม)
(๑๒๘) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวเหตุว่า “เพราะความเป็นผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้ย่อมสำเร็จด้วยขณะนั้นๆ” ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไม่ควรกล่าวว่านามธรรมผู้รับรู้ย่อมเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่วนรูปธรรมที่ถูกรับรู้ย่อมเปลี่ยนแปลงช้า เพื่อความสำเร็จแห่งการรับรู้
พึงประกอบบทว่า ขณะแห่งจิต ๑๗ ดวงเหล่านั้น คือดังที่กล่าวมานั้น หรือขณะจิต ๑๗ ขณะเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นอายุของรูปธรรม ความหมายก็คือ ขณะที่เสมอกับขณะจิต ๑๗ ขณะ ชื่อว่าเป็นอายุของรูปธรรมทั้งหลายยกเว้นบัญญัติติรูปและลักขณรูป
โดยขณะย่อยมี ๕๑ ขณะตามอรรถกถานัย แต่ตามมูลฎีกานัยมี ๓๒ ขณะ
ตามมติของคัมภีร์มูลฎีกานั้น ขณะ ๒ ขณะแรกเป็นอุปปาทขณะหนึ่งของรูปธรรม ขณะ ๒ ขณะสุดท้ายเป็นภังคขณะหนึ่ง ส่วนขณะ ๒๘ ขณะในท่ามกลางเป็นฐิติขณะหนึ่ง