ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ของรูปธรรมเหล่านั้น โดยแท้จริงแล้ว แม้อุปปาทขณะกับภังคขณะของรูปที่เปลี่ยนแปลงช้าก็ไม่ควรจะเร็วเหมือนจิต
ในบรรดารูปเหล่านั้น วิญัติรูป ๒ มีขณะจิตหนึ่ง[เพราะมีสภาพเปลี่ยนแปลงตามจิต] อุปจายรูปและสันตติรูปเป็นเพียงการเกิดขึ้น[ของนิพผันรูป] อนิจจตารูปเป็นเพียงการดับไป ชราตรูปเป็นเพียงขณะตั้งอยู่ของรูปธรรม
ในที่นี้พึงกล่าวตามนัยของคัมภีร์มูลฎีกาว่า “ขณะจิต ๑๖ ขณะเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นอายุของรูปธรรม” ความจริงพระฎีกาจารย์กล่าวยืนยันคำของคัมภีร์มหาอรรถกถาที่ปรากฏในปฏิจจसमुปปาทวิภังค์ แล้วสนับสนุนการที่รูปมีอายุ ๑๖ ขณะ แต่ตินั้นไม่ควรเชื่อถือ เพราะท่านผู้รจนาอรรถกถาประมวลความได้ปฏิเสธมติของคัมภีร์มหาอรรถกถาที่แสดงความเกิดและดับของรูปในขันธ์วิภังค์ก่อน โดยแสดงความขัดแย้งกับพระบาลียกมื่อมตินั้นถูกปฏิเสธแล้ว การที่รูปมีอายุ ๑๖ ขณะ หรือมีอายุมากกว่า ๑๖ ขณะที่ปรากฏในคัมภีร์มหาอรรถกถานั้นก็เป็นอันปฏิเสธไว้เช่นกัน
(๑๒๙) ในคัมภีร์วิภาวนีปฏิเสธนัยของคัมภีร์ฎีกาว่า “ข้อความนั้นไม่มีสาระ” เมื่อจะยืนยันข้อนั้นจึงกล่าวเหตุไว้ว่า “เพราะขณะจิต ๑๗ ขณะพบในคัมภีร์อรรถกถาด้วยคำเป็นต้นว่า ‘[กรรมช]รูปที่เกิดร่วมกับปฏิสนธิติตย่อมดับพร้อมด้วยจิตดวงที่ ๑๗ ตั้งแต่ปฏิสนธิกาลนั้น รูปที่เกิดในฐิติขณะของปฏิสนธิจิตย่อมดับในอุปปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๘’” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะไม่ควรที่คัมภีร์นั้นจะปฏิเสธฎีกานัยโดยอ้างคำที่กล่าวถึงขณะจิต ๑๗ ขณะของท่านผู้รจนาอรรถกถาประมวลความซึ่งถูกพระฎีกาจารย์คัดค้านไว้
๑๐. คำว่า เอกจิตตักขณะ คือ ขณะที่เหมือนขณะจิต ๑ ขณะ โดยความจริงแล้วขณะแม้จะไม่ต่างกันโดยสภาวะ ย่อมถูกกล่าวไว้กระทำให้ต่างกันโดยดำริ[ให้เหมือนต่างกัน]ว่านี้คือขณะของจิต นี้คือขณะของรูป
[คำว่า ขณะของจิต ขณะของรูป โดยองค์ธรรมก็คือจิตและรูปนั่นเอง การใช้คำในลักษณะนี้เป็นสำนวนอย่างหนึ่งที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ต่างกันให้เหมือนต่างกัน เช่นคำว่า กณิกการสฺส ทารุ (ไม้แห่งต้นกรรณิการ์) ความจริงไม้ก็คือต้นกรรณิการ์นั่นเอง ไม่ต่างกัน แต่คำนี้กล่าวสิ่งเดียวคือต้น