ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
กรรณิการ์ให้ต่างกันเหมือนเป็นสองสิ่งคล้ายกับคำว่า รญฺโญ ปุตฺโต (บุตรของพระราชา) ซึ่งหมายถึง
บุคคลสองคน]
คำว่า เอกจิตตักขณาตีตะ คือ อารมณ์ ๕ อย่างที่มีขณะจิต ๑ ขณะล่วงแล้ว
หมายถึง อารมณ์ ๕ ที่เป็นอติมหันตารมณ์
(๑๓๐) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวรูปวิเคราะห์อีกนัยหนึ่งว่า “คำว่า เอกจิตตักขณาตีตะ
คือ อารมณ์ที่ล่วงขณะจิต ๑ ขณะนั้น” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะไม่อาจกล่าวว่าบทว่า
อดีต (ล่วง) ที่มีธรรมซึ่งดับไปแล้วเป็นวิสัย ได้ล่วงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแสดงรูปที่เป็น
ปัจจุบันที่มาปรากฏถัดไป
[คำว่า เอกจิตตุกขณาตีต ตามมติของคัมภีร์ปรมัตถทีปนีมีรูปวิเคราะห์เป็นฉัฏฐีพหุพพีหิ-
สมาสว่า เอกจิตตุกขณ์ อตีตํ เอเตสนฺติ เอกจิตตุกขณาตีตานิ = เอกจิตตักขณาตีตะ คือ มีขณะจิต ๑
ขณะล่วงแล้ว ส่วนคัมภีร์วิภาวินีได้แสดงรูปวิเคราะห์ฉัฏฐีพหุพพีหิสมาสแล้ว ยังกล่าวถึงรูปวิเคราะห์
ทุติยตัปปุริสสมาสอีกนัยหนึ่งว่า เอกจิตตุกขณ์ อตีตานิ เอกจิตตุกขณาตีตานิ = เอกจิตตักขณาตีตะ คือ
ล่วงขณะจิต ๑ ขณะแล้ว แต่คัมภีร์นี้ได้ปฏิเสธความเห็นที่กล่าวว่าเป็นทุติยตัปปุริสสมาส อย่างไรก็ตาม
ในภาษาไทยคำแปลตามนัยตัปปุริสสมาสเข้าใจง่ายกว่า ในที่นี้จึงแปลตามนัยตัปปุริสสมาส]
คำว่า พหุจิตตักขณาตีตะ คือ อารมณ์ที่มีขณะจิตหลายขณะล่วงแล้ว หมายถึง
อารมณ์ ๕ มีมหันตารมณ์เป็นต้น
ความมีกำลังมากขึ้นกว่าเดิมในการที่รูปธรรมมาปรากฏในรูปธรรม พึงปรารถนา
ได้ และรูปธรรมนั้นก็ได้รับปัจจัยบริบูรณ์ในฐิติขณะจึงมีกำลังมาก ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
จิตฺปปตฺตาเนว (เมื่อถึงฐิติขณะเท่านั้น)
เอว (เท่านั้น) ศัพท์ห้ามความเห็นของพระฎีกาจารย์ เพราะพระฎีกาจารย์นั้น
ย่อมปรารถนาว่า รูปที่เกิดอยู่ย่อมกระทบกับปสาทรูปทันทีที่เกิดขึ้น
คำว่า ปญฺจาลมุผนานิ ปญฺจทวาเร อาปาถมาคจฺฉุติ (อารมณ์ ๕ อย่างย่อมมา
ปรากฏในปัญจทวาร) นี้ มีความหมายว่า รูปารมณ์และสัททารมณ์ย่อมถึงความเป็นอารมณ์