Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ข้อความนี้กล่าวไว้โดยจำแนกตามปัญจทวาร ส่วนในมโนทวาร อารมณ์ทั้งหมด
ที่ยังไม่มาถึงย่อมมาปรากฏ

คำว่า ปญฺจทฺวาเร (ในปัญจทวาร) นี้ กล่าวไว้ตามประเภทแห่งการแสดงทวาร
เฉพาะที่ไม่ทั่วไป แต่อารมณ์ ๕ อย่างนั้นเมื่อกระทบกับทวารของตนๆ แล้ว ย่อมจะมา
ปรากฏในมโนทวารอีกด้วย ดังสาธกในคัมภีร์อรรถกถาว่า

        อเอกก์ อารมฺมณ์ ทุวีสุ ทุวีสุ ทฺวาเรสุ อาปามาคจฺฉติ.๑๑
        “อารมณ์หนึ่งๆ ย่อมมาปรากฏในทวารอย่างละสองๆ”

ดังนั้น เมื่อเห็นพระจันทร์ พระอาทิตย์ ภูเขา ต้นไม้ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อารมณ์
หนึ่งๆ ย่อมปรากฏที่จักขุประสาทหนึ่งๆ อารมณ์หนึ่งย่อมปรากฏที่มโนทวาร อารมณ์คือ
พระจันทร์เป็นต้นมากมายย่อมปรากฏในขณะเดียวกันอย่างนี้ [คือมาปรากฏทางจักขุทวาร
และมโนทวารทั้งสองทวารตามลำดับ] อารมณ์อื่นก็เช่นเดียวกัน

การมาปรากฏในข้อนี้ที่เป็นเหตุให้ทวารถึงความเปลี่ยนแปลง พึงทราบเหมือน
กับการประทับตราบนใบตาลแล้วทำอักษรให้เกิดขึ้น ในเมื่อคนประทับตราได้วางตราลงที่
ใบตาลแล้วใช้ฆ้อนทุบ

(๑๓๑) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “รูปที่ดำรงอยู่ในกลาปเป็นอันมาก
ย่อมมาปรากฏตามสมควรแก่ความใส่ใจ” ในพากย์นั้น คำว่า “ตามสมควรแก่ความใส่ใจ” นี้
พึงใคร่ครวญ เพราะอารมณ์ ๕ ทั้งหมดที่ประกอบด้วยแสงสว่างเป็นต้น ซึ่งดำรงอยู่ใน
คลองแห่งจักขุประสาทเป็นต้น ย่อมมาปรากฏได้ในทวารของตนแก่คนหลับบ้าง คนสลบบ้าง
คนพะวังอย่างอื่นบ้าง คนเข้าฌาน ผล หรือนิโรธสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งบ้าง โดยปราศจาก
ความใส่ใจ ทั้งมิได้มาปรากฏในทวารของตนอย่างเดียว แต่ยังมาปรากฏในมโนทวารอีกด้วย
และมิได้มาปรากฏในมโนทวารที่เป็นภวังคจิตอย่างเดียว แต่ยังมาปรากฏแม้ในวิถีจิตที่เป็นไป
ในภูมิ ๔ มีอาวัชชนจิตเป็นต้น ดังสาธกในทวารกถาว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka