Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อยํ นาม มโน มโนทุวาร์ น โหติติ น วตฺตพฺโพ.

“จิตนี้ไม่พึงกล่าวว่ามิใช่มโนทวาร”

ข้อความนี้พึงแสดงด้วยคำว่า ปฐมฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก. (เสียงเป็นเครื่อง รบกวนปฐมฌาน) ซึ่งอธิบายได้ว่า เสียงย่อมกระทบโสตประสาทของผู้เข้าปฐมฌาน แล้ว มาปรากฏในมโนทวารกล่าวคือฌานจิต ลำดับนั้น กระแสแณจิตไหวแล้วขาดไป บุคคลย่อมออกจากฌาน การตกภวังค์ย่อมมี วิถีจิตที่มีเสียงเป็นอารมณ์นั้นย่อมเป็นไป ส่วน ผู้ที่เข้าทุติยฌานเป็นต้นย่อมไม่ออกจากฌานด้วยเสียงเบา แต่ออกจากฌานด้วยเสียงดังมาก ความจริงรูปฌานเหล่านั้นไม่ชื่อว่าฌานที่ถึงความมั่นคง แต่อรูปฌานจึงได้ชื่อว่าฌานที่ถึง ความมั่นคง ดังนั้น บุคคลผู้เข้ารูปฌานจึงไม่ออกจากฌานแม้ด้วยเสียงที่ดังมาก

เมื่ออารมณ์มาปรากฏอย่างนั้น บุคคลไม่พึงกล่าวว่า วิถีจิตที่รับรู้อารมณ์ ๕ ย่อมจะดำเนินไปแน่นอน เมื่อกระแสภวังค์หรือกระแสชวนจิตขาดไป วิถีจิตจึงดำเนินไป แต่เมื่อกระแสภวังค์หรือกระแสชวนจิตยังไม่ขาด วิถีจิตก็ดำเนินไปไม่ได้ เมื่อวิถีจิตดำเนิน ไปอยู่ ย่อมเป็นไปในอารมณ์หนึ่งๆ ที่ได้รับเหตุปัจจัยพิเศษตามประเภทแห่งอารมณ์อัน ปรากฏชัดมากเป็นต้น ไม่เป็นไปในอารมณ์ ๕ พร้อมกัน

ในที่นี้การเปลี่ยนวิภัตติย่อมมีโดยเนื่องกับเนื้อความ จึงควรประกอบบทว่า “อารมณ์ ๕ อย่างที่ล่วงขณะจิตหนึ่ง เมื่อถึงฐิติขณะเท่านั้น ย่อมมาปรากฏในปัญจทวารที่ล่วงขณะ จิต ๑ ขณะ เข้าถึงฐิติขณะ หรืออารมณ์ ๕ อย่างที่ล่วงขณะจิตหลายขณะ เมื่อถึงฐิติขณะ เท่านั้น ย่อมมาปรากฏในปัญจทวารที่ล่วงขณะจิตหลายขณะ เข้าถึงฐิติขณะ”

[คำว่า “การเปลี่ยนวิภัตติย่อมมีโดยเนื่องกับเนื้อความ” เป็นกฎทั่วไปที่กล่าวไว้ในปทรูป- สิทธิกรณ์ (สูตร ๑๔) ว่า อตฺถสฺส วิภตฺติปริณาโม กฎดังกล่าวพึงประกอบได้ตามฐานะที่เหมาะสม]

(๑๓๒) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ปสาทรูปเหล่านั้นเกิดขึ้นพร้อมด้วยภวังคจิตที่ เป็นอนันตรปัจจัยแก่ภวังคจลนะ (ภวังค์ไหว)” เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมมีโทษว่า อารมณ์ ๕ อย่าง ที่แม้จะล่วงขณะจิตหลายขณะ ก็มาปรากฏในทวาร ๕ ที่ล่วงขณะจิต ๑ ขณะเท่านั้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka