Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อาจารย์ทั้งหลายประสงค์การกระทบระหว่างวัตถุกับอารมณ์ที่เกิดพร้อมกันใน
ขณะเดียว แต่ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]เห็นว่าจะเกิดพร้อมกันหรือเกิดต่างกัน ความมีกำลัง
เป็นเหตุหลัก บัณฑิตพึงใคร่ครวญข้อความทั้งหมดแล้วถือเอาเถิด

(๑๓๓) ข้อความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “อาจารย์ท่านอื่นกล่าวว่าอารมณ์ ๕
อย่างเกิดร่วมกับอาวัชชนจิต” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีเนื้อความที่
ขัดแย้งกันว่า ที่ตั้ง[คือปสาทรูป]แห่งการมาปรากฏของอารมณ์ ๕ พึงเป็นอย่างหนึ่ง ที่อาศัย
ของวิญญาณ ๕ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อพระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงลักษณะแรกแห่งการดำเนินไปของอารมณ์ใน
ทวาร ๕ ดังนี้แล้ว บัดนี้ จะแสดงประเภทแห่งการดำเนินไปของอารมณ์และลำดับวิถิตจิตที่
ครบบริบูรณ์ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตสุมา (เพราะเหตุนั้น ถ้ารูปารมณ์ที่ล่วงขณะของจิตดวง
เดียวปรากฏ แก่จักขุปสาทแล้ว ลำดับนั้น เมื่อภวังคจิตไหวแล้ว ๒ ครั้ง ปัญจทวาราวัชชนจิต
ที่พิจารณา รูปารมณ์นั้น ย่อมเกิดขึ้นตัดกระแสภวังค์ แล้วดับไป)

คำว่า ตโต (เพราะเหตุนั้น) มีความหมายว่า เพราะเหตุคือการมาปรากฏแก่
จักขุประสาท

รูปารมณ์ย่อมมาปรากฏแม้แก่ภวังคจิตพร้อมด้วยการมาปรากฏแก่จักขุประสาท
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทวิกขตฺตุํ ภวุคเค จลิเต (เมื่อภวังคจิตไหวแล้ว ๒ ครั้ง)

การไหวในที่นี้ คือการเข้าถึงความเปลี่ยนแปลงแก่กระแสภวังค์ที่เหมือนเกิด
ความอุตสาหะเพื่อปล่อยอารมณ์เก่ามีกรรมเป็นต้นตามที่รับเอาแล้ว ได้รับเอาอารมณ์ใหม่
ที่มาปรากฏแก่ตนในขณะนั้น การมาปรากฏแก่จักขุประสาทในที่นี้ย่อมเป็นเหตุให้เกิดจักขุ-
วิญญาณจิต มิได้เป็นเหตุให้เกิดอาวัชชนจิต แต่การมาปรากฏของภวังคจิตเป็นเหตุให้เกิด
อาวัชชนจิตอีกด้วย

(๑๓๔) ในคัมภีร์วิภาวินีไม่กล่าวถึงความมาปรากฏในมโนทวารไว้โดยเฉพาะ ดำริว่า
“การที่รูปารมณ์เป็นต้นมากระทบในจักขุประสาทเป็นต้น เป็นการตั้งอยู่ในฐานะอันเหมาะสม

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka