ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
และกิจการกระทบนั้นก็เป็นเหตุเกิดของภวังคุปัจเฉทะ (ภวังค์ขาด) อีกด้วย” แล้วกล่าวว่า
“เมื่ออารมณ์ถูกกระทบโดยการตั้งอยู่ในฐานะอันเหมาะสมในปสาทรูปทั้ง ๕ กระแสภวังคจิต
ย่อมขาดไปด้วยอานุภาพของการที่อารมณ์กระทบกับปสาทรูป” เป็นต้น ข้อนั้นไม่พึงเห็น
อย่างนั้น เพราะไม่อาจกล่าวว่าการตั้งอยู่ในฐานะอันเหมาะสมจัดเป็นการกระทบ แต่การปะทะ
ให้ระคน กระทำให้กระเพื่อม ได้ชื่อว่า “การกระทบ” และ “การมาปรากฏ” ในปสาทรูป
ทั้งหลายเหมือนดั่งอสนีบาต ด้วยการตั้งอยู่ในฐานะอันเหมาะสมแล้วกระทบรูปนิมิตหรือ
กระทบที่ตั้ง ข้อความนี้ได้กล่าวมาแล้ว
ในที่นี้แม้การมาปรากฏดังกล่าวก็เป็นธรรมนิยาม (ครรลองแห่งสภาวะ) ดังนั้น
พึงถือเอาความมาปรากฏพร้อมกันในทวารอย่างละสองๆ ที่มีฐานะต่างกัน ไม่พึงทักท้วง
ว่าเมื่อปสาทรูปถูกรูปารมณ์กระทบแล้ว พึงมีความไหวของปัญจวิญญาณที่อาศัยปสาทรูปนั้น
แต่ความไหวของภวังคจิตที่อาศัยหทัยวัตถุจะมีได้อย่างไร
(๑๓๕) ในคัมภีร์วิภาวนีแสดงการทักท้วงนั้นแล้ว เมื่อจะเฉลยข้อความนั้นได้
กล่าวว่า “เพราะเนื่องเป็นอันเดียวกันด้วยอำนาจของความสืบเนื่อง” เป็นต้น ในพากย์นั้น
ท่านไม่ควรกล่าวว่า “ด้วยอำนาจของความสืบเนื่อง” แต่ควรกล่าวว่า “ด้วยอำนาจของสัณฐาน”
ข้อความทั้งหมดนั้นไม่พึงเชื่อว่าเป็นสาระ
ถามว่า : เพราะเหตุใด
ตอบว่า : เพราะในคัมภีร์อรรถกถาคัดค้านความไหวตามลำดับเช่นนั้นไว้ ดัง
สารกในคัมภีร์นั้นว่า
ตถฺถ เอเกกํ อารมฺมณํ ทวีสุ ทวีสุ ทวาเรสุ อาปาตมาคจฺฉติ.๑๔
“อารมณ์หนึ่งๆ ย่อมมาปรากฏในทวารอย่างละสองๆ”
ความพิสดารว่า เมื่อรูปารมณ์กระทบจักขุประสาทแล้ว ย่อมมาปรากฏในมโนทวาร
ในขณะนั้น หมายความว่า เป็นปัจจัยแก่ภวังค์ไหว แม้สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์
และโผฏฐัพพารมณ์ก็มีนัยเดียวกัน เปรียบดั่งนกบินมาทางอากาศแล้วหลบพักอยู่ที่ยอดไม้