Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ย่อมกระทบกิ่งไม้ และเงาของมันก็กระทบที่พื้นดิน การกระทบกิ่งไม้กับการกระจายของเงา ย่อมมีได้ในขณะเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง ฉันใด การที่รูปารมณ์ปัจจุบันเป็นต้นกระทบในจักขุประสาทเป็นต้น และการมาปรากฏในมโนทวารด้วยการยังภวังคจิตให้ไหว ย่อมมีได้ในขณะเดียวกันไม่ก่อนไม่หลัง ฉันนั้น ดังนั้น จึงไม่ควรดำริความไหวตามลำดับแล้วถือเอาความไหวที่เกิดขึ้นพร้อมกันด้วยอำนาจของธรรมนิยาม เพราะในคัมภีร์อรรถกถาได้คัดค้านว่าเกิดพร้อมกันในขณะเดียวกันไม่ก่อนไม่หลังโดยกล่าวเปรียบเหมือนนกไว้

คำว่า ภวฺงคโสตํ โวจฺฉินฺทิตฺวา (ตัดกระแสกังค์) มีความหมายว่า กระทำกระแสกังค์ให้ขาดไปโดยสิ้นเชิง

คำว่า อาวชฺชนฺตํ (พิจารณาอยู่) มีความหมายว่า เมื่อยังไม่เห็นจึงพิจารณาอยู่ว่านี้คืออะไร

คำว่า ปสฺสนฺตํ (เห็น) คือ กระทำให้ประจักษ์แก่ตน

คำว่า สมฺปฏิจฺฉนฺตํ (รับ) คือ รับรูปตามที่เห็นไม่ปล่อยออกไป

คำว่า สนฺตีรยมานํ แปลว่า ไตร่ตรองด้วยดี

คำว่า ววตฺถเปนฺตํ (กำหนด) มีความหมายว่า ตั้งไว้โดยไม่ระคนกัน คือ กำหนด

คำว่า ลทฺธปจฺจเย คือ จิตที่ได้รับปัจจัยตามประเภทแห่งโยนิโสมนสิการเป็นต้น พึงสัมพันธ์โดยเพิ่มบทเข้ามาว่า ชวนจิตดวงใดดวงหนึ่งย่อมแล่นไป ชวนจิตนั้นย่อมแล่นไป ๖ ครั้งหรือ ๕ ครั้ง ในเวลาที่อารมณ์มีกำลังน้อยหรือในขณะสลบและใกล้เสียชีวิต ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เยภุยฺเยน (โดยมาก)

คำว่า ชวติ (แล่นไป) คือ ดำเนินไปด้วยความเร็วเหมือนอสนีบาต

ในบรรดาชวนจิตเหล่านั้น ชวนจิตดวงแรกมีกำลังน้อยกว่าชวนจิตทั้งหมด เพราะไม่ได้รับอาเสวนปัจจัย ดวงที่ ๒ มีกำลังมากกว่าดวงที่ ๑ นั้น ดวงที่ ๓ มีกำลังมากกว่าดวงที่ ๒ นั้น ดวงที่ ๔ มีกำลังมากกว่าดวงที่ ๓ นั้น แต่ชวนจิตดวงที่ ๔ นี่ถึงที่สุดแล้ว มีกำลังมากกว่าชวนจิตทั้งหมด ต่อแต่นี้ไป ชวนจิตก็เสื่อมไปตามลำดับ ครั้นวาระที่ ๗ ดำเนินไปแล้ว ชวนจิตย่อมหมดกำลัง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka