Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

มะม่วงผลหนึ่งหล่นจากขั้วตกลงที่พื้นมีเสียงดัง “ดัง” เหมือนเสียดสีใบหูเขา เขาตื่นขึ้นมาด้วยเสียง
ตกของมะม่วงแล้วลืมตาดู หลังจากนั้นจึงยื่นมือไปหยิบผลมา คลึงดู ดมกลิ่น แล้วบริโภค พึงทราบ
การอุปมาดังต่อไปนี้

  • เวลาที่จิตตกภวังค์ เหมือนเวลานอนหลับของบุรุษที่โคนต้นมะม่วง
  • เวลาที่อารมณ์กระทบปสาทรูป เหมือนเวลาที่ผลมะม่วงหล่นจากขั้วเสียดสีใบหู
  • เวลาที่ภวังค์ของกิริยามโนธาตุไหว เหมือนเวลาตื่นเพราะเสียงมะม่วงตก
  • เวลาสำเร็จหน้าที่ในการเห็นของจักขุวิญญาณ เหมือนเวลาที่บุรุษลืมตาดู
  • เวลาที่วิปากมโนธาตุ (สัมปฏิจฉันจิต) รับอารมณ์ เหมือนเวลายื่นมือออกไปจับ
  • เวลาที่วิปากมโนวิญญาณธาตุ (สันตีรณจิต) ตัดสินอารมณ์ เหมือนเวลาจับแล้วบีบดู
  • เวลาที่กิริยามโนวิญญาณธาตุ (โวฏฐัพพนจิต) กำหนดอารมณ์ เหมือนเวลาสูดดม
  • เวลาที่ชวนจิตเสวยรสของอารมณ์ เหมือนเวลาบริโภค

๑๑. พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า ด้วยธรรมมีประมาณเท่านี้ ขณะจิต ๑๗ ขณะ
ย่อมบริบูรณ์

ข้าพเจ้า[พระฎีการจารย์]พึงกล่าวการประกอบหมวด ๖ ทั้ง ๖ กล่าวโดยพิสดาร
ดังนี้ว่า รูปารมณ์ย่อมกระทบในจักขุวัตถุใด จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นรับรู้รูปารมณ์ที่อาศัย
จักขุวัตถุนั้นแล้วกระทบในจักขุวัตถุนั้น ส่วนมโนวิญญาณคืออาวัชชนจิตเป็นต้นนอกจากนี้
ย่อมเกิดรับรู้อารมณ์นั้นโดยอาศัยหทัยวัตถุที่เกิดร่วมกับจิตต่อเนื่องกันอันล่วงไปก่อนแล้ว
ของตนๆ จักขุทวารและมโนทวารย่อมให้สำเร็จกิจของทวารแห่งวิถีจิตทั้งหมด วิถีจิตนี้
เรียกว่า จักขุทวารวิถี เพราะเกิดในจักขุวาร และเรียกว่า จักขุวิญญาณวิถี เพราะถูก
กำหนดด้วยจักขุวิญญาณ และเรียกว่า อดิมหันตารัมณวิถี เพราะเกิดในอารมณ์ที่มีกำลัง
ยิ่งอันสามารถล่วงขณะจิต ๑ ขณะแล้วกระทบกับปสาทรูปได้

ในเรื่องนี้ รูปารมณ์เหล่าใดเกิดที่คลองแห่งจักขุประสาทแล้วถึงฐิติขณะ รูปารมณ์
เหล่านั้นไม่ควรกล่าวว่าไม่กระทบจักขุประสาทในบรรดาจักขุประสาทที่มีจำนวน ๔๙ ขณะจิต
อันถึงฐิติขณะแล้วเป็นเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ในเรื่องนั้น จักขุวัตถุหนึ่งที่ให้สำเร็จความเป็นวัตถุและความเป็นทวารตามสมควร

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka