Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ที่รับเอชื่อย่อมดำเนินไป ภายหลังจากนั้น มโนทวารวิถีจิตที่กำหนดหมายชื่อย่อมดำเนินไป

ในเรื่องนั้น เมื่อวิถีจิตที่กำหนดหมายสีดำเนินไปอยู่ บุคคลย่อมกำหนดหมายสีได้โดยนัยว่า เราเห็นสีเขียว เป็นต้น เมื่อวิถีจิตที่กำหนดหมายรูปร่างดำเนินไปอยู่ บุคคลก็กำหนดหมายสัณฐานได้ เมื่อวิถีจิตที่กำหนดหมายชื่อดำเนินไปอยู่ ย่อมกำหนดหมายชื่อได้ ครั้นวิถีจิตที่กำหนดหมายอารมณ์นั้นๆ ดำเนินไปอยู่ บุคคลย่อมรู้ว่าเราเห็นอารมณ์นั้นๆ ด้วยประการฉะนี้

อนึ่ง มโนทวารวิถีที่ ๓ ซึ่งรับเอารูปธรรมโดยความเป็นกลุ่มก้อน[ของสัณฐาน] ที่ถูกวิถีจิต ๒ วิถีแรกรับเอาหลายครั้งแล้ว ย่อมเป็นเหมือนจับดุ้นไฟหมุนเป็นวงกลม จึงชื่อว่าวิถีจิตที่รับเอากลุ่มก้อน[ของสัณฐาน] เพราะไม่มีการรับเอาสีที่ประจักษ์โดยปราศจากการรับเอากลุ่มก้อน

๑๒. คำว่า ยาว ตทารมุมณุปปาทา ปน อปปโหนฺตาตีตก์ (อารมณ์ที่ผ่านมาแล้วไม่เพียงพอที่จะตั้งอยู่ ตราบจนกระทั่งการเกิดขึ้นของตทารัมณจิต) มีความหมายว่า อารมณ์ที่มีขณะจิต ๒ หรือ ๓ ขณะที่ผ่านมาแล้ว ไม่เพียงพอที่จะตั้งอยู่ตราบจนกระทั่งการเกิดขึ้นของตทารัมณจิต ๒ ขณะ โดยแท้จริงแล้ว อารมณ์ที่มีขณะจิตผ่านมาแล้ว ๒ หรือ ๓ ขณะย่อมจะไม่เพียงพอ คือ ไม่อาจจะตั้งอยู่ตราบจนกระทั่งการเกิดขึ้นของตทารัมณจิต กล่าวคือ เป็นอารมณ์ที่ผ่านมาแล้วไม่เพียงพออย่างนี้

คำว่า อาปณามาตต์ (ได้มาปรากฏแล้ว) มีความหมายว่า มาปรากฏในจักขุทวาร และมโนทวาร

คำว่า นตฺถิ ตทารมุมณุปปาโท (ไม่มีการเกิดขึ้นของตทารัมณจิต) มีความหมายว่า การเกิดขึ้นของตทารัมณจิตไม่มีในวิถีจิตที่ล่วงขณะ ๓ ขณะแล้ว เพราะวิถีจิตนั้นดับพร้อมด้วยชวนจิตดวงที่ ๗ ของอารมณ์ที่เหลืออายุขณะจิต ๑๔ ขณะ ข้อนี้ย่อมสมควร ความจริงพระอรรถกถาจารย์ไม่ประสงค์อารมณ์ต่างๆ ด้วยอำนาจของกาลอีกเหมือนที่ไม่ประสงค์เอาจิตในวิถีที่มีอาวัชชนจิตดวงเดียวด้วยอำนาจของธรรม

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka