ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถามว่า : ส่วนในวิถีจิตที่มีขณะจิต ๒ ขณะผ่านมาแล้ว ตทารัมณจิตดวงหนึ่ง
จะเกิดขึ้นในอารมณ์ที่เหลืออายุขณะจิต ๑ ขณะต่อจากชวนจิตดวงที่ ๗ ได้ไหม
ตอบว่า : อารมณ์ที่ใกล้จะระดับเช่นนั้นแม้มีวาระหนึ่งก็เป็นปัจจัยให้เกิดตทา-
รัมณจิตไม่ได้ ดังการนับลำดับจิตในวิปาฤุทธาระของคัมภีร์มหาอรรถกถา วาระของ
ตทารัมณจิต ๒ ครั้งปรากฏแล้วด้วยคำว่า
ตทารุมฺมณานิ เทว.๑๕
“ตทารัมณจิต ๒ ดวง”
ส่วนความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “การเกิดขึ้นของตทารัมณจิต ๒ ครั้ง
มีกำหนดไว้ในพระบาลี” ในพากย์นั้น คำว่า “ในพระบาลี” หมายถึงลำดับความในคัมภีร์
อรรถกถา เพราะพระบาลีไม่มีกำหนดการเกิดขึ้นของตทารัมณจิต ๒ ครั้ง
ส่วนมัชฌิมภาณกะ (ภิกษุผู้สาธยายมัชฌิมนิกาย) ยังประสงค์เอาตทารัมณจิต ๑
ดวงอีกด้วย แต่ท่านผู้รจนาอรรถกถาประมวลความได้ปฏิเสธมตินั้น ดังนั้น พระอนุรุทธอาจารย์
จึงปฏิเสธมตินั้นในคัมภีร์นี้อีกด้วย
ถามว่า : หากเป็นตามนี้ เหตุใดพระอนุรุทธอาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์ปรมัตถ-
วินิจฉัยว่า สกึ เทว วา ตทาลมฺพํ.๑๖ (ตทารัมณจิตย่อมเกิดขึ้น ๑ หรือ ๒ ดวง)
ตอบว่า : ท่านกล่าวไว้ตามมติของมัชฌิมภาณกะ (ภิกษุผู้สาธยายมัชฌิมนิกาย)
แม้อาจารย์อานันทเถระก็ประสงค์ตทารัมณจิต ๑ ดวงอีกด้วย อุปมาว่าอาคันตุก-
ภวัค์ดำเนินไปดวงหนึ่งได้ ฉันใด ตทารัมณจิตก็ไม่อาจกล่าวว่าดำเนินไปดวงหนึ่งไม่ได้
ฉันนั้น แม้ในการนับลำดับจิต[ข้างต้น]ที่กล่าวว่า ตทารุมฺมณานิ เทว.๑๗ (ตทารัมณจิต ๒
ดวง) ก็พึงกล่าวว่าพระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวไว้ด้วยการกำหนดจำนวนมากที่สุด
[อุกกัฏฐนัย คือ การกำหนดข้อที่สูงสุดโดยไม่หมายเอาสิ่งทั่วไป เช่นคำว่า อภิรูปสฺส
กญฺญา ทาตพฺพำ (พึงให้สาวน้อยแก่หนุ่มรูปงาม) ในข้อนี้เป็นที่รู้ได้ว่าหญิงสาวที่ให้แก่ชายหนุ่มก็
เป็นหญิงรูปงามเพราะมีคำกล่าวว่า หนุ่มรูปงาม]