ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คัมภีร์ไวยากรณ์บางคัมภีร์อนุญาตการลง มาน และ อนฺต ปัจจัยในอรรถลักษณะและเหตุได้เหมือน ตุวา ปัจจัย โดยให้เหตุผลว่า ปัจจัยเหล่านั้นมีอรรถลักษณะ (เครื่องสังเกต) และเหตุไม่ได้ เพราะ อรรถดังกล่าวไม่ใช่อรรถภายในคือสาธนะ ๗
คัมภีร์อนุทีปนีอธิบายเพิ่มเติมว่า หากถือว่าปัจจัยคือ ตุวา ลงในอรรถเหตุ และ อนฺต, มาน ปัจจัย ลงในอรรถลักษณะและเหตุ เพื่อแสดงอรรถพิเศษนอกเหนือจากสาธนะ เหมือนกิจปัจจัยที่ แสดงอรรถว่า สมควร (อรหะ) และสามารถ (สักกะ) ไม่ใช่ปัจจัยที่แสดงอรรถภายในคือสาธนะ ก็ไม่ ผิดหลักภาษา]
ในเรื่องนี้ ชวนจิตย่อมไม่เกิดขึ้นในวิถีจิตของปริตตารมณ์นั้น เพราะอารมณ์ที่มี ขณะจิต ๙ ขณะผ่านมาแล้วมีอายุขณะจิต ๘ ขณะเหลืออยู่ ได้ดับลงพร้อมด้วยโวฏฐัพพนจิต ดวงที่ ๒ ข้อนี้ย่อมสมควร ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ได้กล่าวเหตุไว้แล้ว
ถามว่า : ชวนจิตควรเกิดในอารมณ์ที่ล่วงขณะจิต ๔ ๕ ๖ หรือ ๘ ขณะไหน
ตอบว่า : ข้อนั้นไม่สมควร เพราะอารมณ์ที่มีอายุ ๖ ขณะจิตที่เหลือเป็นปัจจัย ให้ชวนจิตเกิดขึ้นไม่ได้ หมายความว่า ชวนจิตย่อมเกิดในอารมณ์ที่ควรจะตั้งอยู่ ๗ ครั้ง เพราะชวนจิตเกิดขึ้นโดยมีความมีขณะ ๗ ครั้งเป็นอย่างมากตามครรลองทั่วไป
ในการเกิดชวนจิตนี้ ชวนจิตย่อมดำเนินไป ๕ หรือ ๖ วาระได้บ้าง ในเวลาหมด สติ เวลาสลบ หรือเวลาใกล้เสียชีวิต เพราะปาทรูปไม่ชัดเจนและมีกำลังน้อย ฉันใด แม้ ในเวลาปกติ เมื่อมีสภาพที่อารมณ์มีกำลังน้อย ชวนจิตย่อมดำเนินไป ๕ หรือ ๖ วาระได้ บ้าง ฉันนั้น
คำว่า ทวตฺติกขตฺตุํ แปลว่า ๒ หรือ ๓ ขณะ ดังสาธกในคัมภีร์อรรถกถาว่า
โจฏฐพฺพเน จตฺวา เอกํ วา เทฺว วา จิตฺตานิ ปวตฺตนฺติ. ตโต อาเสวน์ ลภิตฺวา ชวนฏฐานเน จตฺวา ปุน ภวคฺค์ โอตรตี.໙໘
“จิต ๑ หรือ ๒ ดวงดำรงอยู่ในโวฏฐัพพนะแล้วย่อมดำเนินไป หลังจากนั้น เมื่อ ได้รับอาเสวนปัจจัยแล้วย่อมดำรงอยู่ในฐานะแห่งชวนะแล้วลงสู่ภวังค์อีก”