ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อนึ่ง ในพากย์นี้ คำว่า “หลังจากนั้น เมื่อได้รับอาเสวนปัจจัยแล้วย่อมดำรงอยู่
ในฐานะแห่งชวนะแล้วลงสู่ภวังค์อีก” แสดงความเป็นไปแห่งโวฏฐัพพนจิต ๓ มิฉะนั้น
แล้วก็ควรกล่าวว่า “จิต ๑ หรือ ๒ ดวงย่อมดำเนินไป หลังจากนั้นย่อมลงสู่ภวังค์”
คำว่า “จิต ๑ ดวง” พึงทราบว่าเป็นความสละสลวยแห่งถ้อยคำเท่านั้น เหมือน
คำว่า ทิรตฺตติรตฺตํ (๒ หรือ ๓ ราตรี)
[คำว่า ทิรตฺตติรตฺตํ (๒ หรือ ๓ ราตรี) เป็นสำนวนที่หมายถึง ๓ ราตรี ฉันใด คำว่า จิต ๑
หรือ ๒ ดวงย่อมดำเนินไป ก็เป็นสำนวนที่หมายถึงจิต ๒ ดวง ฉันนั้น]
อีกนัยหนึ่ง คำว่า “หลังจากนั้น” มีความหมายว่า ต่อจากจิต ๑ ดวงบ้าง
๒ ดวงบ้าง
ในข้อนั้น การเกิดขึ้นของโวฏฐัพพนจิต ๒ ครั้งกล่าวไว้ด้วยจิตดวงแรก และการ
เกิดขึ้นของโวฏฐัพพนจิต ๓ ครั้งกล่าวไว้ด้วยจิตดวงที่ ๒
ส่วนคำว่า “เมื่อได้รับอาเสวนปัจจัยแล้ว” นั้น เป็นเพียงคำกล่าวโดยอ้อม เพราะ
ในคัมภีร์ปัฏฐานไม่กล่าวถึงความเป็นอาเสวนปัจจัยแห่งโวฏฐัพพนจิตไว้
อาจารย์อนันตทเถระประสงค์วาระของปริตตารมณ์ในการเกิดขึ้นของชวนจิต ๔
หรือ ๕ ดวงในอารมณ์ที่เหลือขณะจิต ๔ หรือ ๕ ขณะต่อจากโวฏฐัพพนจิต มิได้ประสงค์
เอาโดยความมีโวฏฐัพพนจิตเป็นที่สุด ดังพระพุทธวจนะในคัมภีร์ปัฏฐานว่า
ภวุคคำ อาวชฺชนาย อนุนตรปจุจเยน ปจุจโย.๑๙
“ภวังคจิตเป็นปัจจัยแก่อาวชชนจิต โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”
มิได้ตรัสว่า “อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ภวังคจิต โดยความเป็นอนันตรปัจจัย”
ในเวลาสลบหรือใกล้เสียชีวิตเป็นต้น พึงหมายเอาวาระของชวนจิต ๕ หรือ ๖ ขณะ
เพราะปสาทรูปมีกำลังน้อย ฉันใด ในที่นี้ก็อาจกล่าวว่าพึงหมายเอาวาระของชวนจิตนั้น
เพราะอารมณ์มีกำลังน้อย ฉันนั้น