Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อธิบายคาถาสรุป

๑๖. พึงประกอบบทว่า วิถีจิตในปัญจทวารมี ๗ ดวงเท่านั้นตามสมควร คือโดยประเภทแห่งกิจ มี ๑๔ ดวงโดยการเกิดขึ้นของจิต คือ โดยประเภทแห่งขณะเกิดของจิต มี ๕๔ ดวงโดยพิสดาร คือ โดยพิสดารตามองค์ธรรมของจิต

คำว่า เอตฺถ คือ ในปริตตชวนวาระนี้

อธิบายวิถีจิตในมโนทวาร

ปริตตชวนวาระ

๑๗. ส่วนในมโนทวาร ธรรมที่เป็นอารมณ์มีขณะสั้นบ้าง[เช่นจิตและผัสสะเป็นต้น] เป็นอดีตให้อนาคตบ้าง พ้นจากกาล ๓ บ้าง ย่อมมาปรากฏโดยแท้ ดังนั้น จึงไม่มีนัยดังกล่าวในมโนทวารนั้นว่า “อารมณ์ที่ล่วงขณะจิต ๑ ขณะก็ดี ที่ล่วงขณะจิตหลายขณะก็ดี เมื่อถึงฐิติขณะเท่านั้น” ย่อมมาปรากฏ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มโนทวาเร ปน ยทิ วิภูตารมฺมณํ อาปาถมาคจฺุฉติ (ส่วนในมโนทวาร ถ้าวิภูตารมณ์มาปรากฏ)

ในประโยคนั้น คำว่า มโนทวาเร (ในมโนทวาร) คือ ในมโนทวารล้วนๆ มโนทวารซึ่งเป็นที่มาปรากฏพร้อมด้วยการกระทบในจักขุทวารเป็นต้นเรียกว่า มิสสกทวาร (ทวารผสม) แต่ในที่นี้หมายความถึงมโนทวารล้วนๆ อย่างเดียว

มโนทวารนั้นมี ๒ อย่างคือ มโนทวารที่ติดตามปัญจทวาร และมโนทวารที่สำเร็จเฉพาะ

เมื่อระฆังถูกตีด้วยท่อนไม้ครั้งหนึ่ง รุปลาป (กลุ่มรูป ๘ ชนิดอันได้แก่มหาภูตรูป ๔ สี กลิ่น รส และโอชาธาตุ) ที่เป็นธาตุตัวจริงของระฆัง ย่อมกระทบกันและกัน ทำกระแสเสียงกังวาลให้ดำเนินไปนานได้ ฉันใด เมื่อทวาร ๕ ถูกอารมณ์กระทบแล้วครั้งหนึ่ง ครั้นวิถีจิตที่ดำเนินไปทวาร ๕ ดับไปแล้ว อารมณ์ ๕ ที่ผ่านมาแล้วก็มาปรากฏในมโนทวารตามสภาวะ ทำวิถีจิตที่มีในมโนทวารหลายพันวิถีให้ดำเนินไปได้ กระแสภวังค์ที่เป็นทวารของกระแสวิถีจิตเหล่านั้น ชื่อว่า มโนทวารที่ติดตามปัญจทวาร และจิตเหล่านั้นก็เป็นวิถีจิตที่ติดตาม

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka