ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ความเหมาะสมแก่การใคร่ครวญด้วยความรู้ คือ การใคร่ครวญเสมอๆ ด้วยปัญญา
หรือความเห็นของตน แล้วถือเอาให้ถึงการยุติว่าเป็นอย่างนี้เท่านั้น
เหตุที่เหลือชัดเจนแล้ว
ความเป็นอนันตรูปนิสสัยปัจจัย (ปัจจัยเป็นที่อาศัยโดยความต่อเนื่อง) ของ
กระแสจิต เป็นสภาพแผ่ไปได้กว้างขวาง อารมณ์อย่างเดียวก็เป็นปัจจัยแก่ภวังค์ไหวโดย
อาศัยอารมณ์นั้นในร้อยปีบ้าง พันปีบ้าง ภพอื่นบ้าง ตั้งแต่กาลที่เสพคุ้นดีแล้วดับไป และ
เมื่อจิตเจริญเพิ่มพูนโดยเหตุตามที่กล่าวไว้อันมีอารมณ์ที่เคยพบเป็นต้น ก็เป็นสภาพที่แผ่
ไปกว้างขวาง ครั้นได้รับเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมแผ่ขยายไปในอารมณ์ที่เคยพบเป็นต้น
ได้หลายพันอย่างในขณะเดียว
กระแสจิตที่ถูกเหตุเหล่านั้นติดตามอยู่เสมอ เมื่อไม่มีเหตุให้จิตมีกำลังน้อยคือ
ความเจ็บไข้แห่งกายเป็นต้น ก็จะประกอบในความต้องการจะออกจากภวังค์เสมอ เพราะจิต
ย่อมไม่รื่นรมย์ในอารมณ์ที่ไม่ปรากฏชัด แต่จะรื่นรมย์ในอารมณ์ที่ปรากฏชัดเท่านั้น ดังนั้น
มนสิการที่เกิดร่วมกับภวังคจิตย่อมทำภวังคจิตให้ไหวบ่อยๆ แล้วยังอาวัชชนจิตให้ประกอบ
ในอารมณ์ที่ได้รับเหตุปัจจัยแล้ว ลำดับนั้น อารมณ์เหล่านั้นย่อมมาปรากฏแก่ภวังคจิตที่เกิด
ร่วมกับมนสิการอันเป็นไปด้วยอาการน้อมไปเฉพาะหน้าต่ออารมณ์นั้น เพราะไม่ควรกล่าวว่า
สภาพที่จิตรับเอาอารมณ์อื่นแล้วดำเนินไปอยู่ ย่อมไม่น้อมไปเฉพาะหน้าต่ออารมณ์อื่น
คำว่า ตทารมฺณปากานิ ปวตฺตนุติ (วิปากจิตที่ทำหน้าที่ทตารมณ์ย่อมเป็นไป)
นี้ท่านกล่าวไว้ตามประเภทแห่งกามาวจรบุคคล แต่การเกิดขึ้นของตทารัมณจิตย่อมไม่มี
แก่ผู้เป็นรูปาวจรบุคคลและอรูปาวจรบุคคลแม้ในวิภูตารมณ์
การเกิดขึ้นของตทารัมณจิตย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เป็นรูปาวจรกับอรูปาวจรใน
วิภูตารมณ์นี้ ฉันใด แม้ในทวาร ๕ การเกิดขึ้นของตทารัมณจิตย่อมไม่มีแก่รูปาวจรบุคคลใน
อติตมหันตารมณ์ ฉันนั้น
๑๘. คำว่า อวิภูเต ปนารุมมเณ ชวนวาสานเน ภงฺคปาโตว โหติ (แต่ใน
อวิภูตารมณ์ จะมีการตกภวังค์ในที่สุดของชวนจิต) นี้ พึงทราบว่ากล่าวไว้ด้วยอำนาจของ