Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ถามว่า : พระอรรถกถาจารย์ประสงค์อารมณ์ในวิถีที่มีอาวัชชนจิตเดียวกันไม่
ต่างกันโดยธรรมและโดยกาล และเหล่าสัตว์นี้ก็กำหนดหมายอาการนั้นๆ แล้วรู้จิตของกัน
และกันได้ ส่วนเทวดาผู้รู้จิตของคนอื่นย่อมรู้ได้แม้ปราศจากการกำหนดหมายอาการ และ
ในเวลารู้จิตของคนอื่น อาวัชชนจิตที่เป็นปัจจุบันย่อมพิจารณาจิตของคนอื่นที่เกิดร่วมกันตน
หรือพิจารณาจิตที่เกิดร่วมกับชวนจิตนั้นๆ ในภายหลัง ฝ่ายชวนจิตย่อมรู้จิตที่เกิดร่วมกับ
อาวัชชนจิต หรือรู้จิตที่เกิดร่วมกับตนโดยเฉพาะ

ตอบว่า : ลำดับแรก ถ้าอาวัชชนจิตพิจารณาจิตที่เกิดร่วมกับอาวัชชนจิต และ
ชวนจิตรับรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตก็ต่างกันโดยธรรม ต่างกันโดยกาล เพราะจิตนั้นเป็น
ปัจจุบันแก่อาวัชชนจิต แต่เป็นอดีตแก่ชวนจิต แต่หากอาวัชชนจิตพิจารณาจิตที่เกิดร่วม
กับตนโดยเฉพาะ และชวนจิตรับรู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อาวัชชนจิตก็ไม่ต่างกันโดยกาล แต่ต่างกัน
โดยธรรม แม้หากว่าอาวัชชนจิตพิจารณาจิตที่เกิดร่วมโดยเฉพาะซึ่งถูกชวนจิตรับรู้อยู่ หาก
เป็นตามนี้ก็ต่างกันทีเดียว

ในเรื่องนี้ ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวถึงความไม่ต่างกันโดยธรรมก่อนว่า “จิตใด
เกิดร่วมกับอาวัชชนจิต จิตนั้นย่อมพิจารณาและรับรู้” แล้ววินิจฉัยว่า “แม้จิตนั้นดับไป
แล้วก็ถูกรับเอาโดยเนื่องกับระยะกาลและความต่อเนื่อง ย่อมเป็นปัจจุบันแก่ชวนจิต”

ฝ่ายตามมติของอาจารย์อานันทเถระ ในเวลากำหนดหมายอาการนั้นๆ ของคนอื่น
แล้วรู้ความประสงค์นั้นๆ อาวัชชนจิตและชวนจิตย่อมพิจารณาและรับรู้จิตที่เกิดร่วมกับตน
โดยเฉพาะ จิตที่ต่างกันโดยธรรมและโดยกาลย่อมไม่มีในที่นี้ เพราะอารมณ์ของเหล่าสัตว์
ทั้งหมดก็เป็นจิตและเป็นปัจจุบันเท่านั้น ทั้งชวนจิตก็ไม่ชื่อว่าปราศจากอาวัชชนจิต เนื่องจาก
อาวัชชนจิตก็พิจารณาว่าเป็นจิต และชวนจิตก็รับรู้ว่าเป็นจิต แต่หากว่าเมื่ออาวัชชนจิต
พิจารณาว่าเป็นจิต ชวนจิตรับรู้ว่าเป็นรูป หรือเมื่ออาวัชชนจิตพิจารณาเป็นรูป ชวนจิต
รับรู้ว่าเป็นจิต หรือเมื่ออาวัชชนจิตพิจารณาว่าเป็นสีเขียว ชวนจิตรับรู้ว่าเป็นสีเหลือง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชวนจิตก็ชื่อว่าปราศจากอาวัชชนจิตโดยธรรม ครั้นอาวัชชนจิตพิจารณาว่า
เป็นอดีต ชวนจิตรับรู้ว่าเป็นปัจจุบัน ดังนี้เป็นต้น ก็เหมือนกัน เมื่อเป็นอย่างนี้ จิตเหล่านั้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka