ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๒๑. พึงสัมพันธ์[บทที่ห่างกัน]ว่า อธิบายว่า ในอัปปนาชวนวาระนั้น ในบรรดา
มหัคคตชวนจิตและโลกุตตรชวนจิต ๒๖ ดวง ชวนจิตดวงใดดวงหนึ่งย่อมหยั่งลงสู่อัปปนาวิถี
ชวนจิตที่มีเหตุ ๒ ปราศจากญาณ ย่อมไม่เป็นอนันตรปัจจัยแก่อัปปนาจิต เพราะ
มีสภาพไม่ตั้งมั่น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ญาณสัมปยุตตกามาวจรชวนานมฏฐานุ์ (ใน
บรรดากามาวจรชวนจิต ๘ ดวงซึ่งประกอบกับญาณ)
คำว่า ปริกมฺโมปจารานุโลมโคตรภูณาเมน (โดยชื่อว่า บริกรรม อุปจาร อนุโลม
และโคตรภู) นี้ [พึงทราบรูปวิเคราะห์ดังต่อไปนี้]
บริกรรม คือ จิตที่เป็นเครื่องปรุงแต่งอัปปนาด้วยองค์ประกอบทั้งหมดมีความ
สม่ำเสมอของอินทรีย์เป็นต้น
อุปจาร คือ จิตที่ดำเนินไปใกล้อัปปนา หมายความว่า ดำเนินไปสู่ที่ใกล้[ของ
อัปปนา]
การดำเนินไปสู่ที่ใกล้ในเรื่องนี้ พึงทราบโดยความสามารถในการนำอัปปนามาให้
ในเวลาใกล้ กล่าวคือ เป็นเหตุให้อัปปนาเกิดขึ้นในกาลไม่นาน
อนุโลม คือ จิตที่เกื้อกูลแก่อัปปนา กล่าวคือ เป็นประโยชน์แก่อัปปนา หมายความ
ว่า นำอัปปนามาให้ เพราะกำจัดธรรมที่ตรงกันข้ามแก่การเกิดอัปปนา ทำให้ไม่มีปฏิปักษ์ธรรม
รบกวนอัปปนาได้
คำว่า โค คือ สิ่งที่ทำให้เข้าใจความหมาย หมายถึง ชื่อ และความเข้าใจ
คำว่า โคตร คือ สิ่งที่รักษาชื่อและความเข้าใจทั้งสองนั้น หมายถึง ประเภท
อันได้แก่กามาวจรชาติ
โคตรภู คือ จิตอันเป็นที่สิ้นไปแห่ง[กามาวจร]โคตร
ชวนจิตทั้ง ๔ ดวง ได้ชื่อว่า บริกรรมชวนะบ้าง อุปจารชวนะบ้าง อนุโลมชวนะ
บ้าง ส่วนชื่อว่าโคตรภู เป็นชื่อของชวนะดวงสุดท้ายเท่านั้น แต่ในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ
นี้กล่าวว่า “โดยชื่อว่า บริกรรม อุปจาร อนุโลม และโคตรภู” เพื่อรวบรวมชื่อทั้ง ๔ อย่าง