ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
หากเป็นตามนี้ การทักท้วงว่าเหตุใดชวนจิตดวงแรกจึงชื่อว่า บริกรรม เพราะ
ชวนจิตดวงอื่นก็ปรุงแต่งอัปปนาเหมือนกัน ย่อมไม่สมควร
คำว่า จตุกขตฺตุ ติกขตฺตุเมว วา แปลว่า ๔ ครั้งเท่านั้น หรือ ๓ ครั้งเท่านั้น
การเกิดโคตรภูจิตเป็นครั้งที่ ๕ ย่อมถูกปฏิเสธไว้ด้วยศัพท์แรกว่า เอว (เท่านั้น)
[ในคำว่า ๔ ครั้งเท่านั้น] เพราะขณะนั้นชวนจิตได้ตกไปแล้ว ย่อมหวั่นไหว สั่นคลอน ไม่
อาจเป็นปัจจัยเพื่อล่วงกามาวจรโคตรแล้วบรรลุภูมิอื่นขั้นสูง
การเกิดโคตรภูจิตเป็นครั้งที่ ๒ ย่อมถูกปฏิเสธด้วยศัพท์หลังว่า เอว [ในคำว่า
๓ ครั้งเท่านั้น] เพราะขณะนั้นอนุโลมจิตที่ไม่ได้รับอาเสวนปัจจัยย่อมไม่อาจทำจิตถัดไป
ของตนให้บรรลุความเป็นโคตรภูได้
คำว่า “๔ ครั้งหรือ ๓ ครั้งเท่านั้น” นี้ แสดงความไม่มีอัปปนาเกินกว่าจิตดวงที่
๕ และต่ำกว่าจิตดวงที่ ๔
คำว่า “หรือ” แสดงว่าจิตเหล่านั้นเกิดขึ้นแก่ผู้มีปัญญาช้า ๔ ครั้ง ไม่เกิด ๓ ครั้ง
และเกิดขึ้นแก่ผู้มีปัญญาไว ๓ ครั้ง ไม่เกิด ๔ ครั้ง
ส่วนการเกิดขึ้นแม้แห่งบริกรรมชวนะ ๕ ครั้ง คล้ายอนุญาตไว้ในคัมภีร์อัฏฐสาลินี
โดยจำแนกเป็นสามประเภทด้วยความเป็นผู้มีปัญญาช้า มีปัญญาปานกลาง และมีปัญญาไว
แต่บัณฑิตไม่พึงถือเอาการเกิดขึ้นเช่นนั้น เพราะในคัมภีร์อรรถกถาอื่น[มีสมันตปาสาทิกา
เป็นต้น]ได้วิจารณ์ดีแล้วปฏิเสธไว้
ส่วนในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ชวนจิตดวงที่ ๖ และดวงที่ ๗ ย่อมดำรงอยู่โดย
ความเป็นอัปปนาไม่ได้ เพราะใกล้ภวังคจิต เหมือนบุรุษผู้อยู่ใกล้เหว”
ในพากย์นั้น คำว่า “เพราะใกล้ภวังคจิต” หมายความว่า เพราะใกล้ต่อความ
เป็นภวังคจิต ความจริงกระแสชวนจิตตั้งแต่ชวนจิตดวงที่ ๕ ย่อมหมดกำลังลงตามลำดับ
จึงน้อมไปเพื่อความเป็นภวังคจิต ดังนั้น แม้การเปรียบบุรุษผู้อยู่ใกล้เหวจึงสมควร
คำว่า นิรุทธานุตรสเมว ตัดบทเป็น นิรุทฺเธ + อนนุตรสเมว