ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในที่นี้ มหัคคกุศลจิตตั้งอยู่ในฐานะของชวนะดวงที่ ๗ เพราะชวนจิตที่เป็นบริกรรม
เหมือนข้าวเปลือกของข้าวสาลีที่สุกดีแล้ว เนื่องจากดำรงอยู่ได้นาน ส่วนอัปปนาชวนะ
เหมือนข้าวสุกของข้าวสาลีที่หุงดีแล้ว เพราะดำรงอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้น แม้อัปปนาชวนะก็
ดำรงอยู่ได้ไม่นาน ครั้นส่งผลหรือไม่ส่งผลในภพที่สองก็หมดกำลัง เมื่อถูกปฏิปักษ์ธรรมอัน
มีกามฉันทะเป็นต้นจำนวนน้อยรบกวน ย่อมถึงความเป็นสิ่งที่ไม่ให้ผลโดยประการทั้งปวง
ในภพนี้ เพราะเหตุนั้น อัปปนาชวนะจึงจัดว่ามีกำลังน้อยโดยปริยายนั้น
ความแน่นอนในการให้ผลของกรรมที่ส่งผลในภพถัดไป ย่อมไม่มีโดยปราศจาก
การกำหนดกาล และการกำหนดกาลย่อมมีแก่ชวนจิตดวงที่ ๗ เท่านั้น ไม่มีแก่ชวนจิต
ดวงกลาง เพราะชวนจิตเหล่านั้นไม่มีการกำหนดกาลอย่างนี้ว่าจะส่งผลในภพโน้นแน่นอน
ดังนั้น การที่ชวนเจตนาดวงที่ ๗ เป็นกรรมส่งผลในภพถัดไป ย่อมสำเร็จได้เพราะความ
สำเร็จแห่งการกำหนด ๒ อย่าง [การกำหนดชวนะและการกำหนดกาล] มิใช่สำเร็จเพราะ
ความมีกำลังมากกว่า พึงทราบข้อวินิจฉัยในที่นี้อย่างนี้
ส่วนในคัมภีร์มูลฎีกากล่าวทักท้วงว่า
นนุ จ สตฺตมชวนเจตนาย พลวตาย อุปปชฺชเวทนียปาโว โหติ อานนฺตริยตาปีติ
โจทนํ สมฺภูราเปตฺวา ตตฺถายํ อธิปปาโย สิยา. ปฏิสนฺธิยา อนนฺตรปจุจยภาวิโน วิปาก-
สนฺตานสฺส อนนฺตรปจุจยภาเวน อนฺติมชวนเจตนาย สุสงฺขตตฺตา สา สตฺตมชวน-
เจตนา อุปปชฺชเวทนียา อานนฺตริยา ก โหติ. น อปติตชวนเจตนา วิย พลวตาย.๒๓
“ความเป็นอุปปัชชเวทนียกรรม (กรรมส่งผลในภพที่สอง) และความเป็นกรรม
ส่งผลในภพถัดไป ย่อมมีได้เพราะชวนเจตนาดวงที่ ๗ มีกำลังมากมิใช่หรือ” แล้วตอบว่า
“คำถามนั้นมีความมุ่งหมายดังนี้คือ ชวนเจตนาดวงที่ ๗ นั้น เป็นอุปปัชชเวทนียกรรม
และกรรมส่งผลในภพถัดไป เพราะกระแสวิบากที่มักเป็นอนันตรปัจจัยแก่ปฏิสนธิได้ถูก
ปรุงแต่งดีด้วยชวนเจตนาดวงสุดท้ายโดยความเป็นอนันตรปัจจัย หาใช่เพราะมีกำลังเหมือน
ชวนเจตนาที่ยังไม่ตกไป”
คำตอบนั้นไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะเมื่อเป็นเช่นนี้ ชวนเจตนาดวงแรกพึงมี